สมชัย ฉะว่า การจัดมหรสพในการเลือกตั้งทำประเทศไทยถอยหลังแค่ 43 ปี !!!

สมชัย ฉะว่า การจัดมหรสพในการเลือกตั้งทำประเทศไทยถอยหลังแค่ 43 ปี !!!

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวกรณีที่สนช.แก้ไขร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้จัดแสดงมหรสพ งานรื่นเริง ระหว่างการหาเสียงได้ ว่า การจัดมหรสพในการเลือกตั้งทำประเทศไทยถอยหลังแค่ 43 ปี 
โดยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2519 เป็นการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย ที่กฎหมายยอมให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถใช้มหรสพในการหาเสียงได้ หลังจากนั้นนับตั้งแต่การเลือกตั้งวันที่ 22 เมษายน 2522 ก็มีการแก้ไขกฎหมายมิให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้มหรสพ
ในการหาเสียง และใช้บังคับตลอดมาจนถึงการพิจารณาของ สนช.เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 ที่ได้ตัดข้อความบังคับดังกล่าวออกไป หากการเลือกตั้งครั้งต่อไปเกิดขึ้นในต้นปี 2562 นั่นหมายความว่า กำลังกลับไปใช้กฎหมายที่ย้อนยุคไปถึง 43 ปี


นายสมชัย กล่าวต่อว่า เหตุผลหลักของการไม่ควรมีมหรสพในการหาเสียง น่าจะอยู่ที่ต้องการให้การหาเสียงของนักการเมืองเน้นในเรื่องการนำเสนอข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้ง เช่น ได้สนใจนโยบายพรรคการเมือง 
สนใจรายละเอียดของผู้สมัครว่ามีประวัติความเป็นมา มีแนวคิด อุดมการณ์ มีความสามารถในการสื่อสาร มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ไปจนถึงบุคลิกภาพที่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของปวงชนในสภาอันทรงเกียรติ ให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองพัฒนาการหาเสียงให้มีคุณภาพเป็นที่สนใจ
ของประชาชนจากเนื้อหา มิใช่การนำสิ่งจูงใจที่เป็นเปลือก เช่นการจัดมหรสพมาใช้เพื่อดึงดูดคนมาฟังปราศรัยเท่านั้น
 


เหตุผลที่ลึกซึ้งขึ้น คือในการจัดมหรสพนั้น มีความได้เปรียบเสียเปรียบยิ่งระหว่างพรรคการเมืองขนาดใหญ่กับพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือบางยุคอาจเป็นเพียงผู้สมัครอิสระ เนื่องจากพรรคใหญ่จะมีทุนในการจัดการมากกว่า หรืออาจมีความเกี่ยวพันกับธุรกิจบันเทิงทั้งในลักษณะ
การเป็นเจ้าของ หรือการทำธุรกิจร่วมมากกว่าพรรคเล็ก หรือพรรคที่มีฐานะเป็นรัฐบาลสามารถใช้ความได้เปรียบในการใช้งบประมาณของหน่วยราชการที่มีจำนวนมหาศาลว่าจ้างดารานักร้อง มหรสพ เพื่อประชาสัมพันธ์งานในกิจการรัฐ ดังนั้น การไหว้วาน ขอร้อง 
หรือบังคับในธุรกิจบันเทิงเหล่านี้ให้มีหน้าหนึ่งในการรับงบประมาณของรัฐเพื่อประชาสัมพันธ์งานราชการ และอีกหน้าหนึ่งก็มาสนับสนุนการหาเสียงของพรรครัฐบาล จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้ง
“ผมเชื่อว่าการตัดสินใจของสนช.คงมีเหตุผล อยากให้การเลือกตั้งครื้นเครง คึกคัก ให้ประชาชนมาสนใจการปราศรัยหาเสียงของนักการเมืองและพรรคการเมือง แม้จะกำหนดกรอบวงเงินที่เท่ากัน แต่คงยากในการกำกับดูแลของกกต.ชุดใหม่ให้เกิดความสุจริตเที่ยงธรรม 
และเชื่อว่าคงเป็นการตัดสินใจเองของสนช. มิได้มีใบสั่งจากใคร”นายสมชัย กล่าวและว่า หากมีใครก็ตามที่สั่งเรื่องนี้หรือกุนซือคนใดที่แนะนำในเรื่องนี้ โดยคิดว่าพรรคที่เขาจะสนับสนุนจะได้เปรียบในการหาเสียง พอถึงเวลานั้นจริง 
จะรู้ว่าตัวเองโง่มากที่ไปยื่นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ ให้กับพรรคการเมืองใหญ่ที่มีทั้งทุนและความสัมพันธ์กับธุรกิจบันเทิง และยังสามารถใช้เครื่องมือดังกล่าวอย่างถูกกฎหมายเพื่อผลการเลือกตั้งที่ตื่นตาตื่นใจได้