- 02 ก.พ. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.deepsnews.com
ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมน์ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินงานต่างๆของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ หลังเข้ามารับผิดชอบบริหารมูลนิธิฯอย่างเต็มตัวเมื่อตุลาคม 2560 ต่อจากคุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้เป็นมารดา ก่อนหน้านี้เขาเริ่มทำงานที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ในตำแหน่งผู้จัดการส่วนการตลาด รับผิดชอบแบรนด์ “ดอยตุง” ( DOITUNG ) จากนั้นในปี พ.ศ.2550 ได้เข้ามาดูแลรับผิดชอบโครงการขยายผลการพัฒนาตามตำราแม่ฟ้าหลวง ทั้งในและต่างประเทศ ก่อนดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารในปี พ.ศ. 2558 รับผิดชอบบริหารงานธุรกิจเพื่อสังคมของ “ดอยตุง” ทั้งหมดและขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เมื่อ 1 ต.ค.2560 ที่ผ่านมา
หนึ่งในภารกิจหลักคือการเดินหน้าพัฒนาโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2531 และการผลักดันแบรนด์สินค้า “ดอยตุง” ให้เป็นที่ติดตลาดและอยู่ในความสนใจของคนไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงภารกิจหลักในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนา การบูรณาการความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งการนำตำราแม่ฟ้าหลวงคอยให้คำปรึกษาและการฝึกอบรมให้กับชาวบ้านเพื่อให้มีความรู้มีอาชีพที่พึ่งตนเองได้ในท้องถิ่น
“ ภาพรวมวิสัยทัศน์ของเรายังไม่เปลี่ยนแปลงคือการเข้าไปช่วยคนให้เขายืนได้ด้วยตัวเอง ทำให้คนไทยไม่ลืมสมเด็จย่าไม่ลืมพระมหากรุณาธิคุณ กว่าจะมาถึงผมก็ข้ามมา 3 เจอเนเรชั่น เราก็ต้องมาคิดว่าทำอย่างไรถึงจะสร้างแรงจูงใจให้คนที่ทำงานในองค์กรของเรามีความคิดแบบเรา ซึ่งมันไม่ง่ายเพราะแต่ละคนก็มีความคิดต่างกัน จู่ๆเราไปสั่งเขาเลยเขาจะไม่ทำ เพราะมายเซตเขากับเราต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องมีอะแดพเตอร์มีคนแปลข้อมูล ยิ่งในยุคปัจจุบันการแข่งขันมีมาก เราจะมานั่งกินบุญเก่าต่อไปก็คงไม่ได้” คุณดุ๊ก หรือ ม.ล.ดิศปนัดดา ผู้บริหารใหม่แกะกล่องของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงระบุความยากของการเข้ามาบริหารโครงการดอยตุงฯ ที่เขายอมรับว่ายากสุดของการบริหารจัดการคือ “คน” ภายในองค์กร
“ งานของผมที่เข้ามาทำเอาง่ายๆเลยคือเราเข้ามาดึงเชือกแต่ละจุดให้มันตึงขึ้น เราเป็นโรงงานใช้พนักงานมือแข่งกับพวกโรงงานที่ใช้เครื่องจักร ตรงนี้เราไปแข่งกับเขาในเรื่องต้นทุนมันได้ไหม ปริมาณได้ไหม ค่าเสื่อมได้ไหม ถ้าเป็นแบบนี้เราก็ต้องกลับมาคิดว่าเราจะแข่งกับเขายังไง ต้องมาดูเราขายอะไร จุดแข็งเราคืออะไร ภาพลักษณ์เดิม วิสัยทัศน์เดิมยังใช้ได้อยู่ไหม เรื่องพวกนี้เราต้องมาคิดมาดูกันใหม่ว่าจะต่อยอด ว่าจะพัฒนา ว่าจะเดินข้างหน้าไปอย่างไร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงกล่าว
ม.ล.ดิศปนัดดาระบุว่า ในส่วนการดำเนินของโครงการดอยตุงฯนั้น เราเป็นองค์กรที่ไม่ได้มุ่งหวังเรื่องกำไรเป็นหลักแต่เน้นเรื่องการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในพื้นที่ แม้จะมีธุรกิจในความดูแลแต่ก็ไม่ได้สร้างรายได้มหาศาลแต่อย่างใดเพียงแค่เลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดได้ โดยตั้งแต่เริ่มต้นตั้งโครงการดอยตุงฯ ในปี 2531 เราใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มตั้งตัวได้โดยในปี พ.ศ. 2544 ธุรกิจในโครงการดอยตุงฯ พอมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ในส่วนของรายได้ปี 2560 ทั้งปีอยู่ที่ 533 ล้านบาท ตรงนี้เป็นกำไรแค่เพียง 8 % หรือราว 42 ล้านบาทอาหาร 141 กาแฟ 73 หัตถกรรม 141 ท่องเที่ยว 71 เกษตร 71 อื่นๆ 34 เท่านั้น ขณะที่เป้าหมายรายได้ปีนี้เราตั้งไว้ที่ 580 ล้านบาทซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่เรามองเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะกำไรส่วนใหญ่ของโครงการดอยตุงฯ ไม่ได้อยู่ในรูปตัวเงินแต่มันคือการช่วยเหลือคน ช่วยเหลือชาวบ้าน สร้างงาน สร้างอาชีพ เพราะเราเป็นองค์ในการพัฒนาไม่ใช่องค์กรทางธุรกิจ” ซีอีโอดอยตุงระบุ
สำหรับทิศทางของการดำเนินธุรกิจของโครงการดอยตุงในปีนี้ ม.ล.ดิศปนัดดาเปิดเผยว่า อาหารยังคงเป็นตัวนำในเรื่องของการสร้างรายได้ หัตถกรรมก็ต้องพยายามหาลู่ทางพัฒนาสินค้าของเราให้ดีขึ้น สิ่งท่อ กระดาษสา อดีตเสื้อผ้าหัตถกรรมของเราเน้นไปยังลูกค้าสูงอายุ แต่อนาคตเราจะเน้นกลุ่มคนที่หลากหลายขึ้น ตรงนี้ก็จะหาดีไซเนอร์ทั้งในและนอก ประเทศ หาคนเก่งๆ เรื่องต่างๆ มาช่วยสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับดอยตุง
“ ปีนี้เราตั้งใจจะทำคอลเลคชั่นใหม่ๆขึ้นมา อดีตเราเคยขายสินค้าผ่านช่องทางของร้านดอยตุงเองได้ 70-80 % แต่สิ้นปีปรากฎว่ามีของเหลือเยอะมาก แต่เดิมเราลดราคาสินค้าปีละ 2 ครั้ง ตอนนี้นโยบายใหม่ให้เหลือแค่ครั้งเดียวต่อปี เราจะได้มีเวลาไปรีบาลานซ์ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมของเรา สมัยคุณชาย (ม.ร.ว.ดิศนัดดา) ท่านทำแบบโป้งแล้วตูม แต่ของผมจะเป็นแบบค่อยๆทำ ซุ่มทำ สินค้าของเราปีนี้พวกเสื้อผ้าเราจะเน้นไปที่พวกสีย้อม ดินแดง ใบกล้วย ใบสัก เปลือกหัวหอม คราม สีสดจัดๆ ไม่ซีด สีไหนทำเองไม่ได้ก็ไปซื้อมาจากชาวบ้านที่เขาทำมาก่อน ช่วยเขาอนุรักษ์ สร้างรายได้ให้เขา หรืออย่างผลิตภัณฑ์ที่คนออฟฟิศใช่ได้เราก็จะทำตรงนี้มากขึ้น เรื่องสินค้าผมเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อดีตผมชอบแบรนด์ดอยตุงมาก แต่ 4-5 ปีให้หลังนี้ไม่ซื้อเลย (555) เพราะมันไม่โดนมันไม่ใช่ ตอนนี้เราก็ต้องทำผลิตภัณฑ์ที่เราเองก็ใช้ พนักงานก็ใช้ คือเห็นแล้วมันใช่เลยแบบนี้แหละแบรนด์ดอยตุง” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคุณชายดิศฯ เผยโปรเจคต์ยกเครื่องแบรนด์ดอยตุงปีนี้
ท้ายสุดอดีตเด็กนอก ที่สำเร็จกกรศึกษาระดับปริญญาโท การบริหารธุรกิจ (การคลัง การเงินและการตลาด) จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬำลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตร์ (เศรษฐศาสตร์) จากBrandeis University รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ที่พลิกผันตัวเองจากงานธุรกิจ การเงิน การธนาคาร ใส่สูทผูกไทด์ ออกมาทำงานเพื่อสังคมใส่ม่อฮ่อมเดินป่าลุยงานรากหญ้า ทำงานรับใช้คนยากไร้ในถิ่นธุรกันดาร และเรียกตัวเองด้วยความภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือคนในชนบทได้ลืมตาอ้าปากว่า “นักพัฒนา” ก็ออกตัวยอมรับว่าการเข้ามากุมบังเหียนบริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดูโครงการพระราชดำริฯต่างๆ ยกเครื่องแบรนด์ดอยตุง เป็นงานหินเป็นงากยาก โดยเฉพาะในสภาพที่การท่องเที่ยวของ จ.เชียงราย มีการแข่งขันกันสูงลิ่ว ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนยังปักหมุดหยุดอยู่ที่ 1 ล้านคนต่อปีเท่าเดิม แต่สถานที่ท่องเที่ยวงอกเพิ่มยิ่งกว่าดอกเห็ด
“ ผมถึงบอกว่าเรามัวแต่กินบุญเก่าไม่ได้ ลองดูเชียงรายตอนนี้สิสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากๆ สิงห์ปาร์ค วัดร่องขุน บ้านดำ ร้านอาหารบานเบอะๆ แต่คนท่องเที่ยวไม่เพิ่มเลย มาเที่ยว 2 วันกลับ เกิดชะโงกทัวร์ มากินกาแฟ 1 แก้วเดินครึ่งชม. ถ่ายรูป อัพเฟซแล้วกลับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาคิดทำยังไงถึงจะดึงคนให้อยู่กับเรานานๆ ตรงเพิ่มอะไรขึ้นมาบ้างในดอยตุง ร้านกาแฟไหม ตลาดไหม ถนนคนเดินไหม ไฮซีซั่นที่ผ่านมา ร้านกาแฟเพิ่ม 400 % เราทำตลาดสีสันดอยตุง ปีนี้ในสวนแม่ฟ้าหลวงเรากำลังทำสนามเด็กเล่นเด็ก เพิ่มร้านขายอาหาร ขายน้ำขายกาแฟ ปีหน้าทำรถรางวิ่งผ่านสวนมาจบตรงประติมากรรม นี้คือสิ่งที่เราคิดและจะต้องพยายามพัฒนาต่อไป ด้วยหลักว่าคนไทยจะต้องไม่ลืมสมเด็จย่าฯ แบรนด์ดอยตุงต้องอยู่คู่คนไทย พื้นที่ต้องได้รับการพัฒนา ชาวบ้านต้องมีอาชีพมีงานทำ ทุกคนมีความสุข ภารกิจของผมก็อยู่ตรงนี้ ” ม.ล.ดิศปนัดดาทิ้งท้าย
