ทีมปฏิรูปชงยกเครื่องกระบวนการยธ.แนะแก้อัตราโทษปรับตามฐานะ หลังพบคนจนติดคุกแทนเพราะไม่มีเงินจ่ายเสนอตร.ติดกล้องถ่ายภาพจับกุม-สอบปากคำทุกครั้ง

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

วันนี้ (22 ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม แถลงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ว่า  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯได้จัดทำแผนปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม 10 ประเด็น ซึ่งสามารถสรุปเป็น 5 เรื่องหลัก คือ 1.การทำให้ระยะเวลาขั้นตอนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือข้อพิพาทของชาวบ้านเร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมา แม้กฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ แต่ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักการดูแลหรือรักษาสิทธิ์กับผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา แต่ในส่วนของผู้เสียหายไม่มีทางรู้ได้ว่าเรื่องที่ตัวเองร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานจะจบเมื่อไหร่ เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนกำหนด ทำให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจหรือประสิทธิภาพของหน่วยงานนั้นๆ ดังนั้น คณะกรรมการฯ เตรียมจะเสนอกฎหมายเพื่อให้มีการกำหนดระยะเวลาขั้นตอนต่างๆของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะกำหนดวิธีการและเทคโนโลยีสารสนเทศที่ให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ว่าเรื่องที่เขาร้องทุกข์ไปนั้นได้รับการแก้ไขไปถึงไหนแล้ว เพื่อให้หน่วยงานเร่งดำเนินการให้ประชาชน
 

 

 

นายชาญณรงค์ กล่าวอีกว่า  2.การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีการเสนอให้สถานีตำรวจสามารถให้บริการได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยประชาชนสามารถไปร้องแจ้งความกับสถานีตำรวจไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจเจ้าของพื้นที่จริงเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปฯ กำลังพูดคุยกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ที่มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศดีที่สามารถทำได้อยู่แล้ว โดยพบว่ามีสัญญาณที่บอกว่าสตช.น่าจะทำได้ในระยะเวลาไม่นานนี้  ขณะที่กระบวนการฟ้องร้อง ตอนนี้ศาลมีระบบการยื่นและส่งคำคู่ความและเอกสารโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ซึ่งตอนนี้ทำได้ในระดับหนึ่ง ถ้าในอนาคตทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้เท่ากันหมด ระบบนี้จะทำงานได้สมบูรณ์แบบ  

สำหรับการจับกุมหรือการเข้าตรวจค้น เนื่องจากส่วนใหญ่มักเกิดในที่ลับ ทำให้บางครั้งมีการใส่ความ คณะกรรมการฯ จึงเสนอให้เจ้าพนักงานต้องใช้กล้องบันทึกภาพทุกครั้งในการเข้าไปตรวจค้น จับกุม หรือสอบปากคำผู้ต้องหา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการเข้าจับกุมหรือตรวจค้น และป้องกันปัญหาผู้ต้องหาร้องเรียนว่าถูกขู่เข็ญบังคับ รวมถึงเกิดประโยชน์ต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของผู้ถูกกระทำ
 

 

 

 เลขานุการคณะกรรมการการปฏิรูปฯ กล่าวว่า  3.การพัฒนากลไกการบังคับการตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เรื่องการลงโทษ ในส่วนของโทษปรับ มีคนบางส่วนไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ จึงต้องไปติดคุกแทน เราจึงเห็นว่าต้องเปลี่ยนอัตราโทษปรับให้เป็นไปตามฐานะหรือรายได้ของแต่ละบุคคล ซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายในเรื่องนี้ รวมถึงวิธีการลงโทษรูปแบบอื่นๆมาช่วย อาทิ การให้ทำงานบริการสังคม ขณะที่การลงโทษในเรื่องวินัยจราจร การลงโทษปรับไม่ช่วยอะไรเลย คณะกรรมการฯ จึงเสนอให้จัดตั้งศาลจราจรด้วย  4.การปรับปรุงระบบการสอบสวน แม้ทุกฝ่ายต้องการให้การสอบสวนมีประสิทธิภาพและทำให้ได้ข้อมูลมากที่สุด จึงมีบางคดีที่อัยการและตำรวจ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปสอบสวนร่วมกัน แต่ต้องมีความเป็นอิสระด้วย  ดังนั้นต้องหาทางว่าจะทำอย่างไรมีการถ่วงดุลกันระหว่างองค์กรที่เข้าร่วมสอบสวน  5.การพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งศาลยุติธรรมมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนระบบศาลทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นศาลที่ทำคดีพาณิชย์โดยเฉพาะ และการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเชิงพาณิชย์