- 25 ก.พ. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันนี้วันผู้เขียนมีเรื่องดีๆมาแนะนำให้คุณผู้ชมกันอีกเช่นเคยค่ะ ซึ่ง ก็คือเรื่อง “การแก้อาการ (office syndrome) ออฟฟิศซินโดรม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม” นั่นเองค่ะ อาการออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) นั้นเป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากลักษณะงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนอาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบการย่อยอาหารและการดูดซึม ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบฮอร์โมน นัยน์ตาและการมองเห็น โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานกายภาพบำบัดจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่
• อาการออฟฟิศซินโดรม
• สาเหตุออฟฟิศซินโดรม
• การรักษาออฟฟิศซินโดรม
• กายภาพกับออฟฟิศซินโดรม
อาการทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกิดจากการทำงานที่พบได้บ่อยและสามารถดูแลโดยนักภาพภาพบำบัด
• กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง (myofascial pain syndrome)
• เอ็นรัดข้อมืออักเสบกดทับเส้นประสาท (carpal tunnel syndrome)
• ความผิดปกติของความตึงตัวของเส้นประสาท (nerve tension)
• กล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ (tennis elbow)
• ปลอกหุ้มเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณฐานนิ้วโป้งอักเสบ (De Quervain’s tendonitis)
• นิ้วล็อก (trigger finger)
• เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ (tendinitis)
• ปวดหลังจากท่าทางผิดปกติ (postural back pain)
• หลังยึดติดในท่าแอ่น (back dysfunction)
สาเหตุของการเกิดออฟฟิศซินโดรม
• การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน
• ท่าทางในการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งหลังค่อม ท่าก้มหรือเงยคอมากเกินไป
• สภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์ในการทำงานไม่เหมาะสม
• สภาพร่างกายที่อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วย เช่น ภาวะเครียดจากงาน การอดอาหาร การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายต้องแบกรับความตึงเครียดปราศจากการผ่อนคลาย
การสังเกตอาการออฟฟิศซินโดรมและแนวทางแก้ไขระดับของอาการการสังเกตอาการแนวทางแก้ไข
ระดับที่ 1
อาการเกิดขึ้น เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง พักแล้วดีขึ้นทันที
• พักสลับทำงานเป็นระยะๆ
• ยืดกล้ามเนื้อเพื่อผ่อนคลาย
• นวดผ่อนคลาย
• ออกกำลังกาย
ระดับที่ 2
อาการเกิดขึ้น พักนอนหลับแล้ว แต่ยังคงมีอาการอยู่
• ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน
• รับการรักษาที่ถูกต้อง
ระดับที่ 3
อาการปวดมากแม้ทำงานเพียงเบาๆ พักแล้วอาการก็ยังไม่ทุเลาลง
• พักงาน/ปรับเปลี่ยนงาน
• รับการรักษาที่ถูกต้อง
แนวทางการรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม
• การรักษาด้วยยา
• การรักษาด้วยวิธีทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูและการทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดกล้ามเนื้อและปรับอิริยาบถให้ถูกต้อง
• การปรับสถานีงาน พื้นที่การทำงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และลักษณะงานให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
• การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มสมรรถภาพร่างกายโดยรวม
• การรักษาด้วยศาสตร์ทางเลือกอื่น เช่น การฝังเข็ม การนวดแผนไทย
ความสำคัญของกายภาพบำบัดต่อการรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม
กายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูกตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจนถึงกรณีที่มีอาการมากจนรบกวนชีวิตประจำวันหรือก่อให้เกิดความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว เพื่อฟื้นฟูให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
นักกายภาพบำบัดยังมีหน้าที่ในการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกลับมามีอาการเหล่านี้อีก โดยนักกายภาพบำบัดจะประเมินโครงสร้างร่างกายพร้อมปรับแก้โครงสร้างร่างกายให้เกิดความสมดุลและปกติ รวมถึงให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนท่าทางระหว่างการทำงาน การปรับสภาพแวดล้อมของเครื่องมือและสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล แนะนำการยืดกล้ามเนื้อเพื่อผ่อนคลายในระหว่างการทำงาน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง พร้อมรับสภาวะการทำงานที่อาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับออฟฟิศซินโดรมด้วย
เป้าหมายในการดูแลทางกายภาพบำบัดในผู้ป่วยกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม
• ลดอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ/เอ็นกล้ามเนื้อ
• ลดการเคลื่อนไหวของข้อต่อนั้นๆ (immobilization) ด้วยอุปกรณ์ช่วยพยุงต่างๆ รวมถึงถ้ายังจำเป็นต้องใช้งานต่อเนื่องจากภาระงาน
• ให้คำแนะนำที่ถูกต้องเพื่อลด/หลีกเลี่ยงการใช้งานบริเวณที่มีการอักเสบ
• ให้ความรู้ในการแก้ไขปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ได้แก่
การปรับท่าทางให้ถูกต้อง
การปรับหรือแก้ไขความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย
การลดการกดทับของกล้ามเนื้อหรือการหดสั้นของกล้ามเนื้อ
การปรับสภาพแวดล้อมของเครื่องมือและสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล
การออกกำลังกายเพื่อการป้องกันและส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ
การยืดกล้ามเนื้อ
การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อและระบบหัวใจและหลอดเลือด
การออกกำลังกายเพื่อการผ่อนคลาย
การออกกำลังกายเพื่อปรับการทรงท่า (postural correction)
อย่างไรก็ดี การรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมด้วยวิธีต่างๆ นั้นเป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุ เพื่อรักษาอาการกล้ามเนื้ออักเสบหรือรักษาพังผืดในกล้ามเนื้อ วิธีการที่ดีที่สุดที่จะป้องกันอาการจากออฟฟิศซินโดรมจำเป็นต้องทำร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การปรับอิริยาบถในการทำงานให้ถูกต้อง รวมถึงการเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้สมบูรณ์แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดการเกิดอาการบาดเจ็บต่างๆ ที่จะมาบั่นทอนคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างถาวรค่ะ โดยวันนี้ผู้เขียนมีคำแนะนำจาก คุณหมอจุฑาไลในการแก้อาการ(office syndrome) คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในเบื้องต้นดังนี้
1.พักสายตาเป็นระยะ
“หากต้องทำงานหน้าจอต่อเนื่อง หมอแนะนำว่าให้พักด้วยการหลับตาสักครู่หนึ่ง ทุก 20-30 นาที หรือหากนั่งทำงานต่อเนื่อง 1-2 ชั่วโมง ควรลุกไปทำอย่างอื่นสัก 5-10 นาที แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ วิธีพักสายตาเช่นนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อตาไม่ล้าเกินไป อีกทั้งยังลดอาการตาแห้งได้อีกด้วย”
2.กะพริบตาบ่อยๆ
“การกะพริบตาช่วยให้น้ำตาที่ผลิตจากต่อมน้ำตาใต้เปลือกตามาเคลือบตา ทำให้ดวงตาไม่แห้ง จึงลดอาการฝืดเคืองดวงตาได้”
3.จัดสภาพแวดล้อมรอบตัวให้เหมาะสม
“ไม่ควรเปิดพัดลมเป่าจ่อใบหน้า และดวงตา หรือนั่งใต้แอร์เวลาทำงาน เพราะจะยิ่งทำให้ตาแห้ง อีกทั้งต้องไม่ให้มีแสงจากด้านหลังสะท้อนหน้าจอเข้าดวงตา รวมถึงไม่ทำงานในห้องที่มีแสงไม่เพียงพอค่ะ”
4.”น้ำตาเทียม” ตัวช่วยเบื้องต้น
“หากทำทุกอย่งาที่กล่าวมาแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น แนะนำให้หยอด “น้ำตาเทียม” เพื่อให้ดวงตามีน้ำหล่อลื่น ช่วยให้ไม่เกิดอาการแห้งแสบ หรือเคืองตา”
5.หาหมอเพื่อดูอาการ
“ในกรณีที่มีน้ำตาไหลตลอดเวลา หรือมีอาการปวดตามากๆ ควรพักสายตาหรือกินยาแก้ปวด หากอาการไม่ดีขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากพบบ่อยว่า อาการตาแห้งมากเกินไปก่อให้เกิดแผลเล็กๆ ที่กระจกตา ส่งผลให้เกิดอาการแสบเคืองและปวดดวงตา รวมถึงอาจนำไปสู่การติดเชื้อได้”
เพื่อให้เข้าใจอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมมากขึ้น เรามีตัวอย่างประสบการณ์ของ คุณวันวิสาข์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายศิลปกรรมของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้เธอป่วยเป็นโรคนี้
“เป็นคนสายตาสั้นและมีสายตาเอียงร่วมด้วย แต่เมื่อก่อนไม่ชอบใส่แว่นทำงาน รู้สึกไม่เคยชินและมักมีอาการมึนหัว จึงตัดความรำคาญด้วยการไม่ใส่เสียเลย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเปิดคอมพิวเตอร์ทำงานที่บ้าน ก็มักเปิดพัดลมจ่อหน้าเป็นประจำ ต่อมาเริ่มมีอาการแสบเคืองตา บางช่วงก็มีน้ำตาไหลเป็นประจำ บ่อยครั้งที่เคืองมากๆ ก็จะเผลอขยี้ตาแรงๆ ทำให้ตายิ่งแสบเคืองมากขึ้น
“เมื่อไปพบจักษุแพทย์ คุณหมอบอกว่าอาการเคืองตาที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากตาแห้ง หมอจึงให้น้ำตาเทียมมาหยอดตา และกำชับให้ส่วมแว่นระหว่างทำงาน จึงต้องปรับพฤติกรรมใหม่ ใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะชิน แต่อาการต่างๆ ก็ดีขึ้นค่ะ”
ขอขอบคุณท่านผู้เป็นเจ้าของเครดิตภาพที่ผู้เขียนได้นำมาจาก(อินเตอร์เน็ต)เพื่อใช้ในการแสดงประกอบเนื้อหาสาระข้อมูลนี้ค่ะ!! ขอบคุณที่มาของภาพข้อมูลจาก:วิกิพีเดีย,คุณหมอจุฑาไล, และข้อมูลเพิ่มเติม,(บางส่วน)จาก :อินเตอร์เน็ตค่ะ
เรียบเรียงโดย: โชติกา พิรักษา และ ศศิภา ศรีจันทร์ ตันสิทธิ์
