ไม่รอด?? "ผู้บังคับบัญชา" เตรียมสั่งฟัน..!! ผู้การฯกาญจน์" "พักราชการ-ไล่ออก??!! (รายละเอียด)

ไม่รอด?? "ผู้บังคับบัญชา" เตรียมสั่งฟัน..!! ผู้การฯกาญจน์" "พักราชการ-ไล่ออก??!! (รายละเอียด)

จากกรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. แถลงข่าวความคืบหน้าผลการสืบสวนคดี กรณีพิพาทสลากกินแบ่งรัฐบาล 30 ล้าน พร้อมด้วย พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. และผู้เกี่ยวข้องร่วมการแถลง โดยมีสื่อมวลชนให้ความสนใจร่วมรับฟังและซักถามประเด็นที่น่าสนใจการแถลงการณ์คดีสลากกินแบ่งรัฐบาล 30 ล้านบาท ของพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร. เป็นครั้งที่สอง โดยก่อนแถลงข่าวผบ.ตร. ได้แจ้งผู้สื่อข่าวประเด็นข้อสงสัยไปยังนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พลตำรจโทฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ พลตำรวจตรี ไมตรี  ฉิมเฉิด บังคับการกองปราบปราม

ด้าน พล.ต.ต. กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. ชี้แจงว่าหลังรับแจ้งความจาก พล.ต.ท.ฐิติราช ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน พบว่า พล.ต.ต.สุทธิ ได้ดำเนินการ แก้ไขสำนวนในส่วนของสาระสำคัญของเรื่อง อาทิ วันเวลา สถานที่เกิดเหตุ จึงต้องดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.สุทธิ ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ส่วนตำรวจอีก 2 ที่เกี่ยวข้องทางพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่า ต้องกันไว้เป็นพยาน เนื่องจากยังไม่มีพยานหลักฐานอื่นชัดเจน หลังจากนั้นทาง พนักงานสอบสวนจะทำสำนวนส่งให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการ

ขณะที่ พล.ต.ท.ฐิติราช มองว่า เหตุการณ์ที่นำมาสู่การดำเนินคดีกับ อดีตผู้บังคังการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ไม่ได้เกิดจากทุจริต แต่ทำงานด้วยวุฒิภาวะต่ำ ขาดความชำนาญในการสืบสวนสอบสวน และจึงทำให้เชื่อตามพยานหลักฐานที่ ครูปรีชา นำมากล่าวอ้าง ซึ่งขัดกับ ร.ต.ท.จรูญ ที่ไม่มีพยานหลักฐานใดเลยมากล่าวอ้าง จึงทำการปรับแก้สำนวนให้กลมกลืน โดยไม่ได้ยึดตามหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

ไม่รอด?? "ผู้บังคับบัญชา" เตรียมสั่งฟัน..!! ผู้การฯกาญจน์" "พักราชการ-ไล่ออก??!! (รายละเอียด)

โดยในเวลาต่อมานั้น พล.ต.ต.สุรศักดิ์ สุขแสวง ผู้บังคับการกองวินัย(ผบก.วน.) เปิดเผยถึงขั้นตอนการดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด(ผบก.ภ.จว.) กาญจนบุรี ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ว่า เป็นอำนาจการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา ส่วนโทษจะให้ออกจากราชการ หรือพักราชการไว้ก่อนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ 2 กรณี คือ 1.อยู่ในราชการแล้วทำให้เกิดความเสียหาย และ 2.อยู่ในราชการแล้วเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน