- 12 มี.ค. 2561
เปิดสถิติ หนี้เสียปัจจุบัน!! การเป็นหนี้ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่ต้องทำด้วยความรู้ความเข้าใจ! หากไม่พร้อม ไม่ควรสร้างหนี้เพิ่ม. (รายละเอียด)
สำหรับใครที่อยู่ในสถานะของการเป็น ลูกหนี้-เจ้าหนี้ หรืออาจเคยตกอยู่ในสถานะนี้ไม่ต้องไปกังวลอีกต่อไปนะคะ วันนี้ผู้เขียน มีข่าวดีที่แม้จะล่าช้าไปสักนิดแต่เชื่อเถอะนะคะว่าน่าฟังที่สุดในสามโลกมาฝากให้คุณผู้ชม รับทราบโดยทั่วกันค่ะ นั่นก็คือเรื่อง พรบ.ทวงหนี้ ได้มีการออกมาคุ้มครองลูกหนี้พักให้กรณีการทวงหนี้สุดโหดที่หลายๆคนคงน่าจะเห็นผ่านตาตามสื่อต่างๆ ซึ่งมีใจความสำคัญในเนื้อหาของ พรบ.ทวงหนี้ ที่ลูกหนี้ทั้งหลายควรทราบและได้กำหนดให้เป็นหัวใจหลักของการออก พรบ.ทวงหนี้ คือ
ในมาตรา 11 ห้ามข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ใช้วาจาดูหมิ่น แจ้ง หรือเปิดเผยตัวลูกหนี้ ใช้ข้อความสื่อความหมายในการทวงถามไม่เหมาะสม มาตรา 12 ห้ามทวงถามหนี้ที่เป็นเท็จ อ้างว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ ทนายความสำนักงานกฎหมาย อ้างว่าถ้าไม่จ่ายจะถูกดำเนินคดี หรือถูก อายัดเงินเดือน มาตรา 13 ห้ามทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินกำหนด มาตรา 14 ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ ไปทวงถามหนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง มาตรา 23 ให้ลูกหนี้ที่เดือดร้อนจากพฤติกรรมดังกล่าวไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการติดตามการทวงถามหนี้ หากถูกละเมิดสิทธิ์ และหากผู้ทวงหนี้ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ต้องระวางโทษจำคุก 3-5 ปี หรือปรับ 300,000-500,000 บาท นอกจากนี้ยังมีบทห้ามทวงหนี้นอกเวลาทำการเป็นต้น
และยังรวมถึง ห้ามใช้ข้อความ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจ ที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถามหนี้ บนซองจดหมาย ในหนังสือ หรือในสื่ออื่นใดในการติดต่อสอบถามกับบุคคลอื่น (มาตรา 8 อนุมาตรา 3 ) หรือในการติดต่อกับลูกหนี้ (ม.11 อนุมาตรา 5 ) หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 39 ทั้งนี้เนื่องจากแต่เดิมบริษัทรับทวงหนี้หลายแห่งมักจะใช้สัญลักษณ์หรือถ้อยคำต่างๆในซองจดหมาย หัวหนังสือ ที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเนื้อหาของหนังสือเป็นหนังสือทวงหนี้ เช่นใช้คำว่า “อนุมัติฟ้อง” “ชำระหนี้ด่วน” หรือใช้ชื่อทำนอง “บริษัทเร่งรัดติดตามหนี้สิน” บนหัวหนังสือหรือซองจดหมาย ซึ่งเมื่อผู้อื่นเห็นหนังสือหรือเอกสารก็ทราบได้ทันทีว่าหนังสือฉบับนี้เป็นหนังสือทวงหนี้ ซึ่งเป็นการการประจานและข่มขู่ลูกหนี้ไปในตัว
นอกจากนี้ยังมีที่เกี่ยวเนื่องกับข้อกฎหมายคือ กฎหมายเก่าที่แก้ไขใหม่ คือกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 686 เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด เจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันไม่ได้ หมายความว่าถ้าทนายความหรือเจ้าหนี้ทำหนังสือทวงหนี้ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ต้องตรวจสอบให้ดีว่าฝ่ายผู้ค้ำประกันได้รับหนังสือทวงหนี้หรือยัง ถ้ายังไม่ได้รับแล้วเกิดไปทวงก่อนกำหนดก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีผลกระทบตามมา ต่อไปนี้ไฟแนนซ์จะทวงหนี้นอกเวลา กระโดดเกาะรถ ดึงกุญแจ ทำไม่ได้ บางทีผู้ใหญ่บ้านตามต่างจังหวัดปรารถนาดีออกเสียงตามสายว่า ให้นาย ก ลูกหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ธนาคารหรือไฟแนนซ์อยู่ให้รีบไปเคลียร์เสีย อย่างนี้ก็ไม่ได้ ส่วนทหาร ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ รับจ๊อบติดตามทวงหนี้ ก็จะทำไม่ได้อีกต่อไปเพราะเป็นการขัดต่อกฎหมายฉบับนี้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกถึง 5 ปี ปรับถึง 5 แสนบาท”
“จากใจความสำคัญของทั้งสองข้อที่เรายกมาจาก พรบ.ทวงหนี้เพื่อเป็นตัวอย่างให้หลายๆคนได้อ่านและทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น ถือว่า พรบ.ทวงหนี้นั้นมีผลให้ลูกหนี้ไม่ต้องเจอกับเหตุการณ์เลวร้าย หรือ เรื่องอับอายจากการโดนทวงหนี้ ซึ่งไม่ว่าจะหนี้ในระบบ หรือ นอกระบบ วิธีการนั้นนิยมใช้วาจารุนแรง ประจาน หรือ ทวงไม่เป็นเวลาทำให้หลายๆคนเดือดร้อนกันมาแล้ว หรือ แม้แต่จะไปทวงถามกับคนใกล้ชิด”
ซึ่งนับจากวันนี้ 2 กันยายน 2558 ที่มีการเริ่มใช้จะมีผลให้ลูกหนี้ได้รับการคุ้มครองทันที นอกจากนี้ข้อบังคับต่างๆใน พรบ.ทวงหนี้ เป็นเรื่องที่ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ควรรู้ ซึ่งสามารถค้นหาอย่างละเอียดได้ตามเวปไซค์ต่างๆ โดยแนะนำเลยว่าควรอ่านและทำความเข้าใจให้ดี มีหลายคนคิดว่าต่อไปนี้ไม่ต้องจ่ายหนี้แล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เพราะ พรบ.ทวงหนี้ นั้นไม่ได้ออกมาให้หนีหนี้ แต่ออกมาคุ้มครองในกรณีที่ ไม่เป็นธรรม เช่น โดนทำร้ายจากคนทวงหนี้ หรือ โดนการทวงหนี้จากสถาบันการเงิน สำนักงานกฎหมาย ไฟแนนซ์ แบบผิดวิธี ไม่เป็นธรรม และ ทำให้อับอาย ซึ่งลูกหนี้รายคนโดนกันมาแล้ว
ดังนั้น การศึกษาข้อมูลต่างๆของ พรบ.ทวงหนี้ จึงมีความสำคัญมากเพราะลูกหนี้จะได้รู้ถึงสิทธิที่พึงมี และ สามารถปกป้องชื่อเสียงของตนเองได้ แต่ก็ต้องชำระหนี้ตามกฎหมาย ในกรณีที่มีการทำสัญญากู้ยืม หรือ เป็นหนี้ในระบบ ส่วนหนี้นอกระบบนั้น แน่นอนว่า หลายคนคิดว่าต่อไปนี้ทวงไม่ได้ ไม่จ่าย ตบตีพังของ แจ้งตำรวจ เจ้าหนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ซึ่งในทางกฎหมายนั้นอาจจะไม่เอื้อให้กับเจ้าหนี้กลุ่มนี้ที่เก็บดอกเบี้ยโหด และ แพงเกินจริง แต่ ในทางสังคมการเป็นหนี้ใครเราก็ต้องใช้ และ ลูกหนี้อาจโดนทีเด็ดของเจ้าหนี้ในการปลอมแปลงเอกสารสัญญาเงินกู้ขึ้นมาใหม่ด้วย
ดังนั้น เมื่อมี พรบ.ทวงหนี้ ออกมาคุ้มครองลูกหนี้อย่างนี้แล้ว ตัวเราเองก็ต้องใช้พรบ.ทวงหนี้ให้เป็นด้วย แต่ไม่ใช่ว่านำไปใช้เพื่อเบี้ยวหนี้นะคะ ที่ผู้เขียืนจำเป็นต้องย้ำแบบชัดเจน แบบนี้!! ด้วยเพราะว่ามีคนคิดแบบนี้จริงๆค่ะ ผู้เขียนใคร่ขอเตือนเลยนะคะว่าได้โปรด อย่าทำให้ข้อกฎหมายต้องกลายเป็นดาบสองคม เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะไม่มีการออกกฎหมายใดๆมาคุ้มครองลูกหนี้อีกเลยค่ะ การเป็นลูกหนี้ที่ดี คือการผ่อนชำระอย่างต่อเนื่อง จะได้ไม่มีผลกระทบใดๆเกิดขึ้น และที่สำคัญ คนที่เป็นเจ้าหนี้ก็ควรทำหน้าที่เจ้าหนี้ที่ดี โดยไม่เอารัดเอาเปรียบต่อลูกหนี้ ยอมผ่อนผันให้บ้างเล็กน้อยถ้ามันไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรนัก เอาแบบว่าลูกหนี้พออยู่ได้อย่างชุ่มชื่นใจสบายๆ เจ้าหนี้ก็อยู่อย่างสบายใจไร้กังวลกับปัญหาหนี้สูญหรือส่งต้นส่งดอกไม่สม่ำเสมอของลูกหนี้ !! สรุปโดยรวมก็คือ
เจ้า ไม่จำเป็นจะต้องรักษาความความเค็มอย่างคงเส้นคงวาดุจดั่ง เช่น เกลือ รักษาความเค็ม นั่นเองค่ะ สังคมจึงจะอยู่รอด!! ตรงนี้ผู้เขียนไม่ได้จงใจ กระทบกระเทือนใครนะคะ เพราะผู้เขียน ไม่เคยเป็นหนี้ใคร เพียงแค่มองในมุมกลับซึ่งแตกต่างจากที่แต่ละคนมองเท่านั้นนะคะ สำหรับลูกหนี ก็ควรรักษาสัจจะ ของตัวเองให้ดีด้วยจะได้ไม่เป็นปัญหาที่ร่วมกันทำก่อเกิดด้วยกันทั้งสองฝ่ายค่ะ
หมายเหตุ : ภาพประกอบบทความ บางภาพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาแต่อย่างใด!
ขอขอบคุณ: Cr.เจ้าของเครดิตภาพที่ผู้เขียนได้นำมาจาก(อินเตอร์เน็ต)เพื่อใช้ในการแสดงประกอบเนื้อหาสาระข้อมูลนี้ค่ะ!! ขอบคุณที่มาของภาพข้อมูลจาก:วิกิพีเดีย, Money Hup,และข้อมูลเพิ่มเติม,(บางส่วน)จาก :อินเตอร์เน็ตค่ะ
เรียบเรียงโดย:โชติกา พิรักษา
