- 25 เม.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2561 หลังจากที่ศาลนัดฟังคำสั่งคดี จ่าโอ๋-เลอศักดิ์ นนท์ขุนทด ฟ้อง 2 สารวัตรสืบสวน สน.พหลโยธิน (คดีหักเงินเบี้ยเลี้ยงซื้อแอร์) โดยนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความจ่าโอ๋ ส่งตัวแทนไปรับฟังคำสั่ง ณ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
โดยน.ส.อำนวยพร มณีวรรณ ทีมทนายความของนายเดชา กิตติวิทยานันท์ กล่าวว่า ทางศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ไม่รับคำฟ้อง ของลูกความ คือ จ.ส.ต.เลอศักดิ์ นนท์ขุนทด โดยเหตุผลสั้นๆ เพียง อดีต 2 สารวัตรสืบสวน สน.พหลโยธิน ไม่ได้มีหน้าที่เบิกจ่ายเงินตรงนี้ จึงมีคำสั่งให้ไม่รับคำฟ้อง
น.ส.อำนวยพร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ทีมทนายจะรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ อุทธรณ์คดีนี้ ภายใน 30 วัน ลูกความและทีมทนาย พร้อมเดินหน้าสู้ต่อ ส่วนเรื่องกรณี สามารถไปฟ้องศาลปกครองได้นั้น คงต้องปรึกษา ลูกความและผู้ใหญ่หลายๆท่านก่อน เพราะการฟ้องศาลปกครองนั้น หมายถึงการฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ต่อมาบนเฟซบุ๊ก จ.ส.ต.เลอศักดิ์ นนท์ขุนทด ได้มีการโพสต์ความเคลื่อนไหวหลังทราบผลตัดสินโดยจ่าโอ๋เปิดเผยว่าแม้ในคดีที่ยื่นฟ้องไปศาลจะไม่รับฟ้อง แต่ใช่ว่าจะไม่มีคดีอื่นให้ฟ้อง ตอนนี้กำลังร่างคำฟ้องใหม่เพื่อเตรียมยื่นฟ้อง รับรองว่าเด็ดให้รอดูกันต่อไป
ทว่าในช่องแสดงความคิดเห็นมีชาวเน็ตหลายคนที่เข้ามาให้กำลังใจจ่าโอ๋ แต่ทว่าได้แสดงความคิดเห็นให้จ่าโอ๋ "เปลี่ยนทนายความใหม่" พร้อมทั้งมองว่าการที่จ่าโอ๋เสียเปรียบเพราะทนายร้องผิดมาตรา เพียงแค่ไหว้ครูยังไม่ทันขึ้นชกก็สะดุดขาตัวเอง
และถึงแม้ว่าจะมีชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นให้จ่าโอ๋เปลี่ยนทนายความแต่จ่าโอ๋ก็ยังยืนยันและเชื่อในทนายเดชา พร้อมบอกด้วยว่าที่ทนายเข้ามาช่วยเหลือตนโดยไม่คิดค่าตอบแทนนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
สำหรับคดีนี้เริ่มต้นจากที่จ่าโอ๋ หรือ จ.ส.ต.เลอศักดิ์ นนท์ขุนทด ผบ.หมู่สืบสวน สน.พหลโยธิน เข้าร้องเรียนต่อ พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เรื่อง 2 สว.สส.สน.พหลโยธิน ผู้บังคับบัญชา ใช้อำนาจหน้าที่หักเงินเบี้ยเลี้ยงจากตำรวจชั้นผู้น้อย 11 นาย เพื่อใช้จัดซื้อเครื่องปรับอากาศติดตั้งในห้องสืบสวน สน.พหลโยธิน โดยมีการล่ารายชื่อตำรวจ สน.พหลโยธินเพื่อเข้าร้องเรียนเรื่องดังกล่าว
ต่อมาเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2561 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ได้เซ็นอนุมัติให้ข้าราชการตำรวจในสังกัด ไปปฏิบัติราชการนอกเขตพื้นที่รับผิดชอบ ความแจ้งแล้วนั้น เพื่อให้การปฏิบัติราชการในภาพรวมของ บช.น.เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพ และมิให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ดังนั้น อาศัยอำนาจตาม ม.14 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 , ระเบียบ ก.ต.ช.ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการในฐานะเป็นอธิบดีหรือแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2551 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 , ระเบียบ ตร.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 มีรายชื่อดังต่อไปนี้
1.พ.ต.ท.สมภพ นามบัณฑิต สว.สส.สน.ดอนเมือง ไปปฏิบัติราชการในตำแหน่ง สว.สส.สน.พหลโยธิน
2.พ.ต.ท.ณธัชพงศ์ ภิรัมย์ สว.สส.สายไหม ไปปฏิบัติราชการในตำแหน่ง สว.สส.สน.พหลโยธิน
3.พ.ต.ต.ชลากร ปานแดง สว.สส.สน.พหลโยธิน ไปปฏิบัติราชการในตำแหน่ง สว.สส.สน.ดอนเมือง
4.พ.ต.ต.เอกราช โอมาก สว.สส.สน.พหลโยธิน ไปปฏิบัติราชการในตำแหน่ง สว.สส.สน.สายไหม
5.จ.ส.ต.เลอศักดิ์ นนท์ขุนทด ผบ.หมู่ (สส.) สน.พหลโยธิน ไปปฏิบัติราชการในตำแหน่ง ผบ.หมู่ (สส.) สน.ทุ่งสองห้อง
ทั้งนี้ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
ซึ่งหลังจากนั้นทนายเดชาก็ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเป็นทนายความให้กับทางจ่าโอ๋ และในวันที่ 4 เม.ย. 2561 ทนายเดชา ได้เดินทางไปยื่นฟ้องข้อหาความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และก็ข้อหา ข่มขืนใจ คือมาตรา 157 และ มาตรา 148 เหตุผลที่ฟ้องออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หักเบี้ยเลี้ยง โดยที่เค้าไม่ยินยอม คือคดีนี้ ฟังจากลูกความแล้วเหมือนกันบังคับ มีการบอกกล่าวแต่เป็นการบังคับล่วงหน้า วันนี้จึงเอาหลักฐาน ทั้งไลน์ ทั้งภาพคำสนธนาต่าง ๆ พยานบุคคล ก็มี เพื่อให้ศาลพิจารณา
และในวันนั้นศาลทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ทำการนัดอีกครั้ง ในวันที่ 24 เม.ย. 2561 เวลา 9 โมงเช้า ว่าจะรับไว้ไต่สวน หรือ ยกฟ้อง หรือ แก้ฟ้อง อีกครั้ง ซึ่งผลสรุปออกมาก็คือศาลไม่รับฟ้องดังที่เป็นข่าวนั่นเอง
ขอบคุณ Decha Kittivittayanan และ จ.ส.ต.เลอศักดิ์ นนท์ขุนทด
