- 04 พ.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 4 พ.ค. 2561 บนเฟซบุ๊ก สุกิจ พูนศรีเกษม ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่ครูปรีชาและทนายความยื่นคำร้องต่อศาลให้ไต่สวนเอาผิดกับทนายษิทราและร.ต.ท.จรูญในความผิดฐานละเมิดศาล กรณีคลิปเสียงหลักฐานในคดี โดยนายสุกิจกล่าวว่าในฐานะนักกฎหมายไม่เห็นว่าฝ่ายร.ต.ท.จรูญมีความผิดตามที่กล่าวมา
ข่าวกรณีทนายครูปรีชา ใคร่ครวญ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ไต่ส่วนเอาผิดกับ. ทนายความชื่อดังพร้อมด้วยลุงจรูญในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น ผมในฐานะนักกฏหมายเห็นว่าการกระทำทนายดังกับคุณลุงนั้นยังไม่น่ามีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้
ความผิดฐานละเมิดอำนาจนั้นในกรณีที่คู่ความฝ่ายทนายดังไปขอคัดถ่ายคลิปเสียง ศาลก็ได้อนุญาต (กรณีดังกล่าวศาลได้วางข้อกำหนดหรือไม่ว่า "ห้ามคู่ความไปเผยแพร่" ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามข่าวว่าศาลได้วางข้อกำหนดไว้ ถ้าไม่มีข้อกำหนดอันนี้ กรณีจึงไม่น่ามีความิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้
เรามาดูคำพิพากษาศาลฎีกาได้ชี้ขาด ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามแนวฎีกาที่ได้ตัดสินเป็นบรรทัดฐานว่า”ไม่มีความผิด”
ตามนัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8912/2551
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
เผยแพร่เมื่อ: 16 ต.ค. 2552 10:24:09
คำพิพากษาย่อสั้น
ตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) ประกอบ มาตรา 30 การที่ศาลจะออกข้อกำหนดใดๆ ตามมาตรา 30 ได้จะต้องเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งใน 2 ประการ คือ ออกข้อกำหนดใดๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในศาลเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็วประการหนึ่ง และออกข้อกำหนดใดๆ โดยสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรประการที่สอง ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีกรณีที่เห็นจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาลหรือมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควรทั้งสองประการตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนที่ศาลชั้นต้นออกข้อกำหนดตามมาตรา 36 (2) ตามภาพถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาเอกสารหมาย ผ.1 นั้นก็ไม่ใช่การออกข้อกำหนดตามมาตรา 30 ดังนี้ แม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จะนำเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงที่คัดลอกสำเนาจากเทปวีดีทัศน์และเทปบันทึกเสียงหมาย ร.35 และ ร.36 ไปให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เปิดเผยหรือไม่ ก็ไม่ทำให้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 30 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย
อนึ่ง ปัญหาที่ว่าการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ออกข้อกำหนดตามมาตรา 36 (2) จะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลหรือไม่นั้น ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัย จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยแต่อย่างใด
ซึ่งวานนี้ (3 พ.ค. 2561) บนเฟซบุ๊ก ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ของทนายตั้ม ทนายฝั่งร.ต.ท.จรูญ วิมล ในคดีหวย30ล้านอลเวง ไลฟ์สดขณะเข้าแจ้งความที่โรงพักกระทุ่มแบนกรณีแผ่นซีดีข้อมูลคลิปเสียงหลักฐานแผ่นหนึ่งหล่นหายไป จึงเดินทางแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าหากมีการเผยแพร่คลิปเสียงนั้นออกไปทางทีมทนายตั้มไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะขณะนี้คดีอยู่ในศาลหากมีการเผยแพร่คลิปหลักฐานก็เท่ากับละเมิดศาลนั่นเอง
หลังเข้าแจ้งความทนายตั้มให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าสาเหตุที่มาแจ้งความวันนี้เพราะว่ามีแผ่นซีดีข้อมูลคลิปเสียงแผ่นหนึ่งหล่นหายไป คาดว่าจะหายตอนที่ตนไปเดินตลาด โดยเสียงนี้ตนได้คัดมาในวันที่1 พ.ค. 2561 จากการนัดสืบพยานนัดแรก ตนมีไว้ทั้งหมด5แผ่นใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ หลังจากนั้นก็ไปเดินตลาดและเมื่อกลับถึงบ้านจึงได้ทราบว่ามีแผ่นซีดีแผ่นหนึ่งหล่นหายไป
ทนายตั้มกล่าวว่าที่มาแจ้งความไว้เนื่องจากเสียงในนั้นเป็นหลักฐานของคดี หากมีการเผยแพร่ไปก็ถือเป็นการละเมิดศาล จึงมาแจ้งความยันยืนความบริสุทธิ์ว่าถ้าหากมีเสียงหลักฐานหลุดออกไปไม่ได้มาจากฝ่ายตนเป็นคนปล่อยอย่างแน่นอน และคงเป็นฝีมือของผู้ที่เก็บแผ่นซีดีแผ่นนั้นไป
เบื้องต้นประสานกับทางชุดสืบสวนเพื่อย้อนรอยหาดูว่าแผ่นซีดีจะไปตกอยู่ที่ไหนเพื่อตามหาหลักฐานกลับมาป้องกันการถูกนำไปเผยแพร่ต่อ
ด้านครูปรีชาได้ออกมาตอบโต้กรณีดังกล่าวว่าตนได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ก็ไม่ได้หวั่นไหวหรือเป็นกังวล พร้อมอยากฝากบอกไปถึงคนที่อาจจะเก็บได้หรือมีซีดีคลิปเสียงดังกล่าวไว้ในครอบครองว่า หากอยากจะนำคลิปเสียงเหล่านั้นมานำเสนอ ก็ขอให้ทำไปตามสบาย เพราะถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคนที่สามารถกระทำได้ แต่ก็อย่าให้เป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น ซึ่งหากมีการนำมาเผยแพร่จริง ก็จะได้มีการตรวจสอบว่าคลิปนั้น เป็นเสียงของตนจริงหรือไม่ และใครเป็นคนทำขึ้นมา เรื่องเหล่านี้ตนไม่หนักใจและไม่เป็นกังวลแต่อย่างใด
ขอบคุณ ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ และ สุกิจ พูนศรีเกษม
