- 17 ก.ค. 2561
ชั่วสุดๆก็คือพวกรักษากม.เลวๆ!!ศาลสกลนครพิพากษาฎีกาจำคุก "ดาบตำรวจ"กับพวกยิงหนุ่มวิศวกรตายคารถเก๋ง ก่อนยัดยาบ้ากล่าวหาต่อสู้เจ้าพนง.เลยโดนวิสามัญฆาตกรรม!??
ที่ศาลจังหวัดสกลนคร ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เลขที่ดำ อ.2426/55 เลขแดงที่ 700/58 ระหว่าง นายส่งเสริม แสงฤทธิ์ พร้อมพวกรวม 4 คน พ่อ ของ นายไพโรจน์ แสงฤทธิ์ หนุ่มวิศวกรที่ถูกยิงเสียชีวิต เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ด.ต.สิทธิกุล กาติวงศ์ จำเลยที่ 1 กับพวก 6 คน ในข้อหาความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดหมิ่นประมาท ความผิดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
โดยศาลอ่านคำพิพากษายืนตามศาลอุธรณ์ ไม่ลดโทษให้จำเลยที่ 1 สั่งจำคุก ด.ต.สิทธิกุล รวม 7 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 5 คน มีการอ่านคำพิพากษาคำยกฟ้อง
โดยคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พรรณนานิคม จ.สกลนคร ใช้อาวุธปืนยิงไปที่รถยนต์ที่ นายไพโรจน์ แสงฤทธิ์ เป็นผู้ขับและมีผู้โดยสารในรถอีก 2 คน เหตุเกิดใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร โดยกระสุนปืนได้ทะลุเข้าไปในรถยนต์และทะลุหลังหูซ้ายผ่านกล้ามเนื้อบริเวณลำคอด้านซ้ายของ นายไพโรจน์ จนถึงแก่ความตาย ส่วนผู้โดยสารอีก 2 คนรอดชีวิต ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้อ้างว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบตามกฎหมาย เนื่องจาก นายไพโรจน์ มียาเสพติดไว้ในครอบครอง และได้ทำการต่อสู้ขัดขวางและพยายามฆ่าขณะปฏิบัติหน้าที่
ญาติของผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิตยืนยันว่า ผู้ตายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และไม่มีอาวุธ ไม่ได้ต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกล่าวว่าภายหลังที่ผู้ตายเสียชีวิตได้มีการพยายามซุกซ่อนยาเสพติดไว้ที่ศพของผู้ตาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการกล่าวโทษผู้ตาย จึงยื่นฟ้องเมื่้อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 มีการต่อสู้คดีเรื่อยมาจนถึงศาลฎีกา และนัดอ่านคำพิพากษาตามผลที่ออกมาดังกล่าว
ขณะที่ นายรัชฎา มนูรัชฎา กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ในฐานะทนายความฝ่ายโจทก์ เปิดเผยว่า ศาลฎีกาได้ให้ความเป็นธรรมให้แก่ผู้ตายและญาติผู้ตายที่ต่อสู้มายาวนานกว่า 6 ปี ซึ่งถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานว่า การที่เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงานของผู้มีอำนาจที่ละเมิดผู้อื่นทั้งการยัดเยียดคดีต่างๆ ไม่ให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ตายและครอบครัว ที่ต่อสู้อย่างเต็มที่โดยสภาทนายความได้เข้ามาให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ โดยศาลได้ตัดสินว่าฝ่ายผู้ตายและฝ่ายโจทก์ เป็นฝ่ายถูกกระทำ ส่วนฝ่ายจำเลยก็ต้องรับโทษผลแห่งการกระทำต่อไป ส่วนแนวทางต่อไปคือการดำเนินการในส่วนของการดำเนินการทางแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหายต่อไป
นางเดือนไส แสงฤทธิ์ แม่ของหนุ่มวิศวกรที่ถูกยิงเสียชีวิต กล่าวเพียงสั้นๆ ว่ารู้สึกดีใจที่สามารถต่อสู้สร้างความเป็นธรรมให้แก่ลูกชายจนสำเร็จ เพราะลูกชายและครอบครัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตามที่ถูกเจ้าหน้าที่ใส่ความ วันนี้ยินดีและดีใจลูกชายก็ได้ตายอย่างสงบสักที
ก่อนหน้านั้น นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีตส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธาน กมธ. คณะกรรมาธิการการตำรวจ สภา ผู้แทนราษฎร (ในขณะนั้น) ได้สรุปประเด็นข้อร้องเรียนของนายส่งเสริม แสงฤทธิ์ ที่ยื่นคำร้องต่อกรรมาธิการ กรณีที่นายไพโรจน์ แสงฤทธิ์ บุตรชาย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดสกลนครยิงเสียชีวิตและยัดยาบ้าโดยไม่ได้รับความเป็นธรรมว่า โดยทางคณะกรรมาธิการการตำรวจมีการประชุมทั้งสิ้น 4 ครั้งและลงพื้นที่เพื่อตรวจดูสถานที่เกิดเหตุ โดยมีการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาพิจารณาถึงเรื่องนี้ ก่อนได้ข้อสรุปว่า
1.เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำเกินกว่าเหตุ ในการใช้อาวุธปืนยิงนายไพโรจน์ที่อยู่ในรถยนต์ โดยไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าเป็นรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการะทำความผิดหรือไม่ ซึ่งการที่ ด.ต.สิทธิกุล กาติวงศ์ ใช้อาวุธปืนยืนไปที่รถยนต์ 2 นัด ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า อาจทำให้ผู้ที่อยู่ในรถถึงแก่ความตายหรือได้รับบาดเจ็บ พิจารณาจากจำนวนกระสุนที่ยิง วิถีกระสุนที่ยิง มุ่งให้เกิดการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ทั้งที่ไม่ยังไม่มีการต่อสู้ และไม่ปรากฏเลยว่าผู้ตายมีความผิดใดๆ
2.กรณียาบ้า พ่อผู้ตายได้ตรวจค้น 2 ครั้งแล้วไม่พบยาบ้า/พยาบาลยืนยันไม่พบสก๊อตเทป กาว ที่จะติดยาบ้าในกางเกงบ๊อกเซอร์/การยกผู้ตายขึ้นเปล ในแนวเอียง และเปลหลุดมือเจ้าหน้าที่ ครั้งไม่มีสิ่งใดหลุดล่วงออกมา /ยาบ้าไม่มีคราบเมือก หรือบ่งบอกว่าหลุดมาจากทวาร/ หากผู้ตายหนีบยาบ้าไว้ในโคนขาหนีบ เมื่อถูกยิงเส้นกล้ามเนื้อจะคลายออก ซึ่งจะทำให้วัตถุร่วงลงได้ แต่ทั้งหมดไม่มีเลย กลับไปพบในบ๊อกเซอร์ ทั้งหมดเชื่อได้ว่า เป็นการยัดยาบ้า
