ขุดพบปราสาทขอมพันปีกลางเมืองโคราช ศิลปากรเร่งตรวจสอบ

สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ลงพื้นที่ขุดค้น "กู่ปราสาทบุถ้ำ" โบราณสถานศิลปะขอมอายุกว่า 1,000 ปี หลังขุดพบแท่งหินทรายโครงสร้างปราสาทจมใต้ดินในพื้นที่หมู่บ้านจัดสรร

นครราชสีมา (24 เมษายน 2569) – กรณีโลกออนไลน์ได้แชร์รูปภาพและข้อความ “กู่ปราสาทหินทราย” (บุถ้ำ) “บุ” ในบริบทของชื่อสถานที่หรือหมู่บ้านในจังหวัดนครราชสีมา (ภาษาโคราช) มีความหมายถึง พื้นที่ลุ่ม, แอ่งน้ำ, ที่ราบลุ่มต่ำ, หรือหนองน้ำ ซึ่ง “บุถ้ำ” อาจเป็นที่ราบลุ่มต่ำมีถ้ำในบริเวณดังกล่าว โดยตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรปรางค์ทองนิเวศน์ หมู่ 2 ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบจุดที่ค้นพบเป็นที่ดินส่วนบุคคลมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง ครอบครองโดยคหบดี ดีลเลอร์รถยนต์ยี่ห้อดัง ได้อนุญาตให้ดำเนินการในผืนดิน 27 ตารางวา โดยนายสมเดช ลีลามโนธรรม ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ได้มอบหมายนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ พร้อมเจ้าหน้าที่และคนงาน ปักหลักขุดตรวจทางโบราณคดีอย่างระมัดระวัง ป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อวัตถุโบราณ เบื้องต้นพบแท่งหินมีโครงสร้างลักษณะเป็นปราสาทโบราณ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบตามหลักวิชาการ

 

พันโทประยุทธ์ เทพปริวัฒน์ อายุ 76 ปี ข้าราชการบำนาญ ซึ่งมีบ้านพักอยู่ตรงข้ามแหล่งโบราณคดี เปิดเผยว่า ตามคำบอกเล่าในอดีตกาลบริเวณนี้เป็นถ้ำลึกลงไป ด้านล่างมีของมีค่าในถ้ำ บริเวณใกล้เคียงกันมีบารายขนาดใหญ่ชื่อ “หนองบัว” แต่ถูกถมที่ดินสร้างโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัยนครราชสีมา นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเก็บเครื่องใช้จานชามถ้วยของคนโบราณ เมื่อถึงวันพิธีสำคัญทางศาสนาจะนำจานชามถ้วยเหล่านี้ไปใช้ประกอบพิธีกัน ที่ผ่านมามีประสบการณ์ลี้ลับเหนือธรรมชาติ เคยพบเห็นวิญญาณสวมชุดขาวเดินวนเวียน ทำให้บุคคลแปลกหน้าหรือผู้ไม่หวังดีไม่กล้าเข้ามา เกรงถูกวิญญาณหลอกหลอน หลายครั้งให้โชคลาภ ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา มักจะแวะเวียนมาสักการบูชาศาลปู่ตาเป็นประจำ

 

ขุดพบปราสาทขอมพันปีกลางเมืองโคราช ศิลปากรเร่งตรวจสอบ

ขุดพบปราสาทขอมพันปีกลางเมืองโคราช ศิลปากรเร่งตรวจสอบ

ด้านนางรัญจวน แจกเกาะ อายุ 84 ปี อดีตเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ บอกเล่าว่า ชาวบ้านทราบกันมานานแล้ว เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แต่ไม่รู้เป็นตัวปราสาท สมัยก่อนเป็นเนินดินและจอมปลวกสูงใหญ่ ก่อนออกไปทำไร่ทำนา ชาวบ้านจะมากราบไหว้ เพื่อให้โชคลาภและคุ้มครอง ซึ่งมีประเพณีไหว้ประจำทุกปี ต่อมาตนได้ขายที่ดินผืนนี้ให้กับนายทุนและได้สร้างอาคารที่พักคนงานขึ้นทับ จนกระทั่งผู้รับเหมาขุดดินฝังเสาเข็ม พบเจอก้อนศิลาจำนวนมาก

 

กู่ปราสาทหินทราย” ถือเป็นหนึ่งร่องรอยอารยธรรมขอมโบราณอายุนับพันปี หลับใหลอยู่ใต้พื้นดินมานานผ่านหลายชั่วอายุคน ได้ถูกค้นและเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ปราสาทหินถิ่นแดนไทย” เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ระบุข้อความ “โบราณสถานศิลปะขอมพันปีใกล้ตัวเมืองนครราชสีมาที่กำลังจะหายสาบสูญไป เมื่อราวปี พ.ศ. 2559 จากการศึกษาภาพถ่ายดาวเทียมและค้นจนไปเจอชื่อหมู่บ้านปรางค์ทอง ผู้ค้นพบจึงสงสัยได้ขับรถเข้าไปดูพบโบราณสถานถูกขนาบด้วยความเจริญของบ้านเมือง ทิศเหนือมีเส้นทางรถไฟ นครราชสีมา-กรุงเทพมหานคร ทิศใต้ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ ด้านตะวันออกที่ตั้งของโรงเรียนอุบลรัตนฯ นอกจากนี้ด้านหน้ายังเป็นที่ตั้งของสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เขต 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา

 

ขุดพบปราสาทขอมพันปีกลางเมืองโคราช ศิลปากรเร่งตรวจสอบ

ขุดพบปราสาทขอมพันปีกลางเมืองโคราช ศิลปากรเร่งตรวจสอบ

ขุดพบปราสาทขอมพันปีกลางเมืองโคราช ศิลปากรเร่งตรวจสอบ

ขุดพบปราสาทขอมพันปีกลางเมืองโคราช ศิลปากรเร่งตรวจสอบ

ขุดพบปราสาทขอมพันปีกลางเมืองโคราช ศิลปากรเร่งตรวจสอบ

ขุดพบปราสาทขอมพันปีกลางเมืองโคราช ศิลปากรเร่งตรวจสอบ

โบราณสถานแห่งนี้ปัจจุบันมีสภาพพังทลายจนสิ้นสภาพ เป็นสถานที่ตั้งศาลปู่ตาของหมู่บ้าน มีต้นไม้และหญ้าขึ้นปกคลุมรกชัฏ บนเนินปรากฏอิฐหล่นกระจายทั่วบริเวณเนินและบริเวณรอบๆ ตรงกลางเนินเป็นจุดที่สูงที่สุดและมีร่องรอยเป็นหลุมมีต้นไม้ปกคลุม นอกจากนี้ห่างออกไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือยังปรากฏเครื่องปั้นดินเผาและเศษกระเบื้องเป็นจำนวนมาก ห่างออกไปทางด้านทิศตะวันออกของเนินโบราณสถานปรากฏเป็นสระน้ำขนาดใหญ่บางส่วนเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอุบลรัตนฯ สันนิษฐานอาจเป็นบารายขนาดใหญ่ของศาสนสถานแห่งนี้ กำหนดอายุจากเครื่องปั้นดินเผาสันนิษฐาน มีอายุอยู่ในช่วง 900-1,000 ปี

 

ปัจจุบันพื้นที่ได้เปลี่ยนแปลง ป่ารอบศาลปู่ตาถูกถางออก มีการถมดินบางส่วน เพื่อนำหินขึ้นมาวาง ส่วนอิฐดินเผาและเศษเครื่องปั้นดินเผาคงถูกถมและปรับไถไปหมดแล้ว ต่อมามีการแชร์เรื่องราวไปยังโลกออนไลน์ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ได้ลงพื้นที่สำรวจ พบการปรับปรุงพื้นที่พร้อมบูรณะศาลปู่ตา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน โดยเปิดหน้าดินเพื่อก่อสร้างอาคารใกล้กับศาลปู่ตา เมื่อใช้รถแบ็กโฮขุดในระดับความลึก 30 เซนติเมตร ปรากฏหินโบราณลักษณะเป็นโครงสร้างปราสาท จากนั้นได้มีการดำเนินการขุดค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์