เปิดอาชีพเก่า "ลุงเจ้ย ภูเก็ต" ก่อนมาทำเต็นท์รถ ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ

ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ เปิดอาชีพเก่า "ลุงเจ้ย ภูเก็ต" ก่อนมาทำเต็นท์รถ ที่แท้ทำเกี่ยวกับรถมาตลอดก่อนที่จะเปิดเต็นท์

จากกรณีเต็นท์รถลุงเจ้ย ภูเก็ต ที่กำลังตกเป็นประเด็นร้อน หลังมีผู้เสียหายจำนวนมากร้องเรียนว่าเข้าร่วมประมูลรถยนต์และชำระเงินครบถ้วนแล้ว แต่กลับไม่ได้รับรถและเล่มทะเบียนตามที่ตกลงกันไว้ เบื้องต้นมีการประเมินมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึงกว่า 100 ล้านบาท

 

เปิดอาชีพเก่า "ลุงเจ้ย ภูเก็ต" ก่อนมาทำเต็นท์รถ ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ

 

ล่าสุด รายการโหนกระแส ได้เชิญกลุ่มผู้เสียหาย พร้อมด้วย “คุณกุ๊ก” อดีตผู้จัดการเต็นท์รถลุงเจ้ย มาเปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมด โดยมี “ทนายตุ๋ย” พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ร่วมวิเคราะห์ข้อกฎหมายและแนวทางแก้ไขปัญหา

 

เปิดอาชีพเก่า "ลุงเจ้ย ภูเก็ต" ก่อนมาทำเต็นท์รถ ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ

คุณกุ๊ก เปิดเผยว่า เธอทำงานร่วมกับลุงเจ้ยมานานกว่า 6 ปี แม้จะเคยลาออกไปช่วงหนึ่ง แต่ยังคงช่วยดูแลงานเบื้องหลังอยู่เสมอ ก่อนจะกลับมาช่วยงานอีกครั้งในช่วงที่เต็นท์รถสาขาภูเก็ตกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม หลังการเสียชีวิตของลุงเจ้ย เธอเริ่มมีความขัดแย้งกับบุคคลภายในเต็นท์รถ เนื่องจากตัดสินใจนำรถบางส่วนส่งคืนให้นายทุนเจ้าของรถตัวจริง ทำให้เกิดความไม่พอใจจากคนในเต็นท์ที่มองว่ารถเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินของบริษัท ขณะที่เธอยืนยันว่าควรคืนให้กับเจ้าของที่แท้จริง

เปิดอาชีพเก่า "ลุงเจ้ย ภูเก็ต" ก่อนมาทำเต็นท์รถ ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ

 

อดีตผู้จัดการเต็นท์รถยังให้ข้อมูลสำคัญว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ร่วมงานกับลุงเจ้ย ไม่เคยมีการขายรถผ่านระบบประมูลมาก่อน โดยการประมูลผ่านเพจเพิ่งเริ่มดำเนินการในช่วงประมาณ 3-4 เดือนก่อนที่ลุงเจ้ยจะเสียชีวิต และเธอเองก็ไม่ทราบว่าแนวคิดดังกล่าวมีที่มาอย่างไร

นอกจากนี้ เธอยังระบุว่ารู้จัก “ปรารถนา” ซึ่งเป็นนอมินีของบริษัท รวมถึงรู้ว่าใครเป็นกลุ่มนายทุนที่ลงทุนกับธุรกิจ และทราบที่อยู่ของรถบางคันที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้

คุณกุ๊กเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจของลุงเจ้ยว่า เดิมไม่ได้เริ่มจากการเปิดเต็นท์รถ แต่ลุงเจ้ยทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางรับซื้อรถจากลูกค้าแล้วส่งต่อให้เต็นท์รถอื่น ๆ จนสามารถสะสมทุนและขยายกิจการ เปิดเต็นท์รถแห่งแรกที่จังหวัดกระบี่ ก่อนขยายสาขามายังภูเก็ต และสร้างชื่อเสียงผ่านการทำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียจนมีผู้ติดตามจำนวนมาก

ในส่วนของระบบเงินทุน เธออธิบายว่า ลุงเจ้ยมีนายทุนสนับสนุนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ โดยนายทุนส่วนใหญ่เป็นเจ้าของเต็นท์รถหรือผู้มีเงินทุนพร้อมซื้อรถมาลงขาย ลุงเจ้ยจะเป็นผู้ติดต่อชักชวนให้นำเงินมาลงทุนซื้อรถเพื่อวางขายในเต็นท์ โดยมีข้อตกลงว่านายทุนจะเป็นผู้ถือครองเล่มทะเบียนรถไว้เป็นหลักประกัน และเมื่อขายได้จึงแบ่งผลกำไรกันตามสัดส่วนที่ตกลง

เปิดอาชีพเก่า "ลุงเจ้ย ภูเก็ต" ก่อนมาทำเต็นท์รถ ถึงว่าหานายทุนได้เยอะ

รูปแบบดังกล่าวมีนายทุนเกี่ยวข้องประมาณ 4-5 ราย โดยใช้วิธี “โอนลอย” คือยังไม่ระบุชื่อผู้ครอบครองในเล่มทะเบียน รอจนกว่าจะมีลูกค้าซื้อรถต่อไป ขณะที่ตัวรถจะจอดอยู่ที่เต็นท์ของลุงเจ้ย ส่วนเล่มทะเบียนและเอกสารโอนจะถูกเก็บไว้กับนายทุน

ด้าน หนุ่ม กรรชัย และทนายตุ๋ย ตั้งข้อสังเกตว่า รูปแบบดังกล่าวเป็นการแยกตัวรถออกจากเล่มทะเบียน หากมีการขายรถไปแล้วแต่ไม่ได้นำเงินส่งคืนนายทุน นายทุนก็อาจไม่ยอมส่งมอบเล่มทะเบียนให้ ส่งผลให้ลูกค้าแม้จะได้รับรถจริง แต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้

ขณะที่ทนายตุ๋ยยังมองว่า หากรถบางคันยังติดภาระกับไฟแนนซ์อยู่ ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เพราะอาจเกิดกรณีที่ไฟแนนซ์กำลังติดตามทรัพย์สิน แต่รถกลับถูกนำออกมาประกาศขายต่อ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในหลายมิติ