- 25 ต.ค. 2569
ถ้าไม่มีใครดู แม่จะดูเอง คำตรัสตอบในวันนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูปวงการโขนครั้งใหญ่ที่สุด เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การแสดงโขนของไทย
ถ้าไม่มีใครดู แม่จะดูเอง คำตรัสตอบในวันนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูปวงการโขนครั้งใหญ่ที่สุด เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การแสดงโขนของไทย ซึ่งมีรายละเอียดความเป็นมาที่ถูกบันทึกไว้ดังนี้
จุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้น "โขนไทย"
ในปี พ.ศ. 2546 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้กราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่า การแสดงโขนในขณะนั้นกำลังซบเซาลงอย่างมาก และขาดแคลนทั้งผู้แสดงและผู้ชม
เมื่อสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงทราบ พระองค์จึงทรงมีพระราชดำรัสตอบกลับอันเป็นประโยคประวัติศาสตร์ว่า “ถ้าไม่มีใครดู แม่จะดูเอง”
คำตรัสตอบในวันนั้นได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อฟื้นและปฏิรูปวงการโขนครั้งใหญ่ที่สุด พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เข้ามาสนับสนุนในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น
- การระดมช่างฝีมือชั้นครู มารื้อฟื้นศาสตร์การทำเครื่องแต่งกาย หัวโขน เครื่องประดับ และฉากตามโบราณราชประเพณี
- การปรับปรุงการแสดงให้ร่วมสมัย มีการนำเทคนิคแสง สี เสียง และฉากยุคใหม่เข้ามาผสมผสานเพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น
การกำเนิด "โขนพระราชทาน" ที่เริ่มจัดแสดงต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา (โดยประเดิมด้วยตอน "พรหมาศ") ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายและกลายเป็นกระแสวัฒนธรรมที่ผู้คนต้องต่อคิวซื้อตั๋วเข้าชมจนถึงทุกวันนี้
ในปีพุทธศักราช 2546 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กราบบังคมทูลว่า “การแสดงโขนกำลังซบเซา ขาดคนดู”
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงมีพระราชดำรัสตอบด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยนแต่มั่นคงว่า “เมื่อไม่มีใครดู แม่จะดูเอง”
ถ้อยคำสั้น ๆ ประโยคนั้น กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการฟื้นคืนชีพของโขนไทยในยุคปัจจุบัน เพราะ “แม่” ไม่ได้เพียงจะดู — แต่ “แม่” จะทำให้คนทั้งชาติได้ดูอีกครั้ง
จากพระราชเสาวนีย์ เมื่อมีการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่าง ๆ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้จัดแสดงโขนหน้าพระที่นั่ง มีประชาชนและผู้ตามเสด็จได้ร่วมชมด้วย โดยกรมศิลปากรจัดแสดงโขนตอนนิ้วเพชร ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร โขนตอนสัมนักขาหึง ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ โขนตอนยกรบ ณ วังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
หลังจากนั้นมูลนิธิศิลปาชีพฯ ในฐานะกองอำนวยการจัดแสดงโขนได้ปรับปรุงการแสดงโขนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับปรุงเครื่องแต่งกายโขนให้วิจิตรงดงามตามแบบโขนโบราณ จากความร่วมมือกับคณะกรรมการในการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนและละคร ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงแสดงความเป็นห่วงเรื่องชุดแต่งกายที่ต่างไปจากสมัยก่อน หลังจากได้ชมการแสดงโขนตอนนารายณ์ปราบนนทุก ที่กรมศิลปากรจัดแสดงถวาย ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เมื่อปี 2546 จึงพระราชทานทรัพย์จำนวน 3 แสนบาท ให้กรมศิลปากรนำไปศึกษาหาข้อมูลและจัดทำเครื่องแต่งกายโขนให้มีลวดลายประณีตตามแบบดั้งเดิม ต่อมาในปี 2547 กรมศิลปากร ได้จัดนิทรรศการวันอนุรักษ์มรดกไทย เรื่อง "พัฒนาการเครื่องแต่งกายโขนตามพระราชเสาวนีย์" ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
จากวันนั้นถึงวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอุปถัมภ์และมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานทุนทรัพย์เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ชื่นชมความวิจิตรงดงามของศิลปะดั้งเดิมหลากหลายแขนงของไทย
การแสดงโขนโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้จัดแสดงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2550 ในตอน พรหมมาศ และเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในสังคมไทยที่คนหนุ่มสาวและเยาวชนจำนวนมากให้ความสนใจเข้าชมโขนและยังพาผู้สูงวัยของครอบครัวเข้าชมโขนอย่างเนื่องแน่น นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามยังความปลาบปลื้มของคณะผู้จัดและเป็นที่ทรงพอพระราชหฤทัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดการแสดงโขนพระราชทาน ต่อมาจึงใช้ชื่อว่า โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ขึ้นทุกปี
ปี พ.ศ.2552 มูลนิธิศิลปาชีพฯ ได้จัดการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ตอนพรหมาศขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้มีการแสดงสลับรอบระหว่างการบรรเลงวงปี่พาทย์กับวงโยธวาทิต ปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมอย่างมากขนาดต้องเพิ่มรอบการแสดงอีก 1 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดการแสดงโขนขึ้นทุกปี เป็นที่มาให้คนทั่วไปเรียกชื่อการแสดงโขนนี้ว่า “โขนพระราชทาน” ในปีต่อๆ มา
- ปี พ.ศ.2553 จัดแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ตอนนางลอย
- ปี พ.ศ.2554 จัดแสดงตอนศึกไมยราพ
- ปี พ.ศ.2555 จัดแสดงตอนจองถนน
- ปี พ.ศ.2556 จัดแสดงศึกกุมภกรรณ ตอน โมกขศักดิ์
- ปี พ.ศ.2557 จัดแสดงศึกอินทรชิต ตอน นาคบาศ
- ปี พ.ศ.2558 จัดแสดงมังกรกัณฐ์ และพรหมาศ ทุกครั้งมีผู้สนใจเข้าชมเนืองแน่น
- ปี พ.ศ.2559 ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ แต่ต้องยกเลิกเนื่องจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
- ปี พ.ศ.2560 โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้ร่วมแสดงมหรสพสมโภชเนื่องในงานพระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ ท้องสนามหลวง ในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ในตอนรามาวตาร และขับพิเภก
- ปี พ.ศ.2561 มีการจัดแสดงเป็นวาระพิเศษฉลองครบรอบหนึ่งทศวรรษของโขนพระราชทาน ตอนพิเภกสวามิภักดิ์
- ปี พ.ศ.2562 จัดแสดงชุดสืบมรรคา ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องตอนต้นของรามเกียรติ์ และเป็นการจัดแสดงครั้งสุดท้ายของโขนพระราชทานก่อนเกิดการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19
- ปี พ.ศ.2563-2564 งดการแสดงด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19
- ปี พ.ศ.2565 จัดแสดงตอนกดทัพ
และในปี 2566 การแสดงโขนได้กลับมาอีกครั้ง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมพรรษา 71 พรรษา 28 กรกฎาคม 2566 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระชนมพรรษา 91 พรรษา 12 สิงหาคม 2566 จึงจัดแสดงโขน ตอน กุมภกรรทดน้ำ โดยยึดแนวบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่1) จับตอนตั้งแต่หลังจากที่กุมภกรรณทำศึกโมกขศักดิ์ กับพระลักษณ์แต่ไม่สำเร็จ ยังไม่สามารถสังหารพระลักษณ์ได้ จึงคิดหาวิธีทำกลศึก นิมิตกายลงไปใต้น้ำทำพิธีทดน้ำ นอนขวางแม่น้ำไว้ เพื่อขัดขวางกองทัพพระราม เมื่อพระรามรู้อุบายกุมภกรรณจึงใช้ให้หนุมานไปทำลายพิธีทดน้ำของกุมภกรรณเกิดการต่อสู้กันจนกุมภกรรณพ่ายแพ้
พระราชกรณียกิจฟื้นฟูโขน ไม่ใช่แค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์ แต่เป็นการพลิกฟื้น ‘ศาสตร์’ และ ‘งานฝีมือช่างหัตถศิลป์ไทยหลายสาขา' เกิดการประชุมกันของผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญงานประณีตศิลป์ของไทยที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ นับร้อยชีวิต เพื่อเชิดชูและสืบทอดศิลปะการแสดงชั้นสูงแขนงนี้ให้ถูกต้องครบถ้วนตามแบบแผน
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ประกาศขึ้นทะเบียน โขน เป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2552 ในลำดับที่ 1 สาขาศิลปะการแสดง เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2552
ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ.2003 ครั้งที่ 13 ที่เมืองพอร์ตลูอิส สาธารณรัฐมอริเชียส เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 19.35 น. ตามเวลาประเทศไทย องค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนการแสดงโขนของไทยภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษ Khon, masked dance drama in Thailand เป็นรายการตัวแทน มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในประเภท “รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity)” โดยมิได้ถูกคณะกรรมการตั้งข้อสังเกตถึงคุณสมบัติแต่ประการใด นับเป็นการขึ้นทะเบียน ‘มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้’ ขององค์การยูเนสโก รายการแรกของประเทศไทย
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ที่มา/ภาพ @กรมประชาสัมพันธ์
