- 05 ม.ค. 2569
ภาษีรถยนต์ใหม่ปี 2569 เริ่มใช้แล้วอย่างเป็นทางการ ปรับเกมใหม่ตามปริมาณการปล่อย CO₂ รถน้ำมันและรถหรูเตรียมรับแรงกระแทกด้านราคา ขณะที่รถ EV ได้แรงหนุนเต็มๆ
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา โครงสร้าง ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ฉบับปรับปรุงได้เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยมีแนวคิดหลักคือ “รถปล่อยควันมาก จ่ายภาษีมาก รถปล่อยน้อย จ่ายภาษีน้อย” เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใช้รถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
หัวใจสำคัญของโครงสร้างภาษีใหม่นี้ คือการนำ ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) มาเป็นตัวกำหนดอัตราภาษี แทนการดูเพียงขนาดเครื่องยนต์เหมือนในอดีต ส่งผลให้รถแต่ละประเภทได้รับผลกระทบแตกต่างกันอย่างชัดเจน
รถยนต์สันดาป (รถน้ำมันล้วน) ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และปล่อยไอเสียสูง รถใช้งานทั่วไปมีแนวโน้มปรับราคาขึ้นตั้งแต่หลักพันบาท ขณะที่รถหรูหรือซูเปอร์คาร์ที่มีเครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร อาจถูกปรับภาษีสูงถึงระดับ 50% ส่งผลให้ราคาจำหน่ายเพิ่มขึ้นตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท
ด้าน รถไฮบริด (HEV / MHEV) ไม่ได้รอดทุกคัน ต้องพิจารณาจากค่า CO₂ เป็นหลัก หากปล่อยเกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร อัตราภาษีจะขยับจากเดิม 4% เป็น 6% แต่หากปล่อยต่ำกว่าเกณฑ์ ยังคงเสียภาษีในอัตราเดิม
ส่วน รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จะได้อัตราภาษีพิเศษที่ 5% ก็ต่อเมื่อผ่านเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้มากกว่า 80 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง มีระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง (ADAS) และใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทย
ขณะที่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถือเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุด รถเก๋ง EV ถูกปรับอัตราภาษีลงเหลือเพียง 2% จากเดิม 8% ส่วนรถกระบะ EV แม้อัตราภาษีจะขยับจาก 0% เป็น 2% แต่ยังถือว่าต่ำกว่ารถประเภทอื่นอย่างมาก
ทั้งนี้ การปรับภาษีดังกล่าวจะส่งผลเฉพาะกับ ราคารถใหม่ป้ายแดง เท่านั้น ไม่กระทบกับการเสียภาษีรถประจำปีหรือ “ภาษีป้ายวงกลม” ซึ่งยังคงคิดตามขนาดเครื่องยนต์และอายุรถเช่นเดิม
แหล่งที่มาอ้างอิง
กรมสรรพสามิต
ประกาศโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569






