"หมอโอ๊ค" เตือน ยาแก้แพ้ 4 ชนิด กินประจำเร่งสมองเสื่อม อัลไซเมอร์

"หมอโอ๊ค" หรือ "นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล" เตือน "ยาแก้แพ้" 4 ชนิด กินประจำเร่งสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ มึนงง ลืมตัวตน.

ทางด้าน "หมอโอ๊ค" หรือ "นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม เจ้าของเฟซบุ๊กเพจ "หมอโอ๊ค DoctorSixpack" ระบุว่า... ชำแหละ 4 ยาแก้แพ้ "ตัวอันตราย" (รุ่นที่ 1) ที่กินแล้วสมองพัง ความจำหาย เสี่ยงอัลไซเมอร์พุ่ง 54% (อ้างอิงงานวิจัยละเอียด) สวัสดีครับเพื่อนๆ หมอโอ๊คครับ วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง "กลไกการทำลายสมอง" ของยาแก้แพ้รุ่นเก่าครับ

"หมอโอ๊ค" เตือน ยาแก้แพ้ 4 ชนิด กินประจำเร่งสมองเสื่อม อัลไซเมอร์

ทำไมหมอถึงห้ามผู้สูงอายุทาน? ทำไมกินแล้วถึงง่วงซึมเหมือนโดนทุบหัว? และทำไมงานวิจัยระดับโลกถึงจัดให้ยาเหล่านี้อยู่ใน Beers Criteria (บัญชียาที่ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยง)? ความลับอยู่ที่คำว่า "Anticholinergic Toxicity" (พิษต่อระบบความจำ) และ "Lipophilicity" (ความชอบไขมัน) ครับ มาดูกันทีละตัวครับ

1. ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) — ยานอนหลับที่น่ากลัวที่สุด (ชื่อคุ้นหู: Benadryl หรือยาช่วยหลับ Sleep Aid ตามร้านยา)

  • กลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism):
  • Lipophilic สูงมาก: ยาตัวนี้ชอบไขมันมาก จึงทะลุผ่าน Blood-Brain Barrier (รั้วกั้นสมอง) เข้าไปจับกับตัวรับในสมองได้รวดเร็วและรุนแรง
  • Muscarinic Blockade: มันไม่ได้บล็อกแค่ฮิสตามีน (แก้แพ้) แต่ไปปิดกั้นตัวรับ Muscarinic Acetylcholine (M1 Receptors) ในสมองส่วน Hippocampus (ส่วนความจำ) และ Cortex (ส่วนการรู้คิด)
  • ผลลัพธ์: สารสื่อประสาท Acetylcholine ซึ่งจำเป็นต่อการ "จดจำและเรียนรู้" ทำงานไม่ได้ สมองจึงเข้าสู่ภาวะ "ปิดสวิตช์" (Sedation) ซึ่งไม่ใช่การหลับธรรมชาติ แต่เป็นการ "หมดสติ"
  • ปัญหาและงานวิจัย (Research Evidence):
  • เสี่ยงสมองเสื่อม 54%: งานวิจัยชิ้นเอก Gray et al. (JAMA Internal Medicine, 2019) ศึกษาคนกว่า 3,000 คน นาน 10 ปี พบว่าคนที่สะสมยามีฤทธิ์ Anticholinergic (โดยเฉพาะตัวนี้) มีความเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น 54%
  • หลับแต่ไม่พัก: ยาตัวนี้ไปยับยั้ง REM Sleep (ช่วงฝันและจัดเรียงความจำ) ทำให้ตื่นมาสมองตื้อ ไม่สดชื่น และขี้ลืมในวันถัดไป

2. คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine - CPM) — เม็ดเหลืองในตำนาน (ยาแก้แพ้ที่ราคาถูกที่สุด และแจกฟรีบ่อยที่สุด)

  • กลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism):
  • Non-selective Binding: เป็นยาที่ "ไม่เลือกเป้าหมาย" ครับ นอกจากจะจับตัวรับแก้แพ้ (H1) แล้ว ยังไปจับกับ Serotonin Receptors และ Alpha-adrenergic Receptors ในสมองด้วย
  • Half-life ยาวนาน: ในผู้สูงอายุ ยาตัวนี้มีค่าครึ่งชีวิต (Half-life) ยาวนานถึง 24-30 ชั่วโมง! แปลว่ากิน 1 เม็ดวันนี้ พรุ่งนี้ยายังค้างอยู่ในเลือดและสมอง กดประสาทต่อเนื่อง
  • ปัญหาและงานวิจัย (Research Evidence):
  • Delirium Risk: งานวิจัยจาก Journal of American Geriatrics Society ระบุว่า CPM เพิ่มความเสี่ยงภาวะ "สับสนเฉียบพลัน (Delirium)" ในผู้สูงอายุ
  • Anticholinergic Burden: ทำให้ปากแห้ง ตาแห้ง ปัสสาวะไม่ออก (เสี่ยงต่อมลูกหมากบวมในชายสูงวัย) และท้องผูกรุนแรง

 

3. ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) — ยาแก้เมารถที่ทำร้ายสมอง (ชื่อคุ้นหู: Dramamine หรือยาแก้เวียนหัวเม็ดเหลือง)

  • กลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism):
  • ความจริงที่น่าตกใจ: ยาตัวนี้แท้จริงแล้วคือ Diphenhydramine (55%) ผสมกับ 8-Chlorotheophylline (สารกระตุ้นคล้ายคาเฟอีน) เพื่อแก้ฤทธิ์ง่วง
  • Vestibular Suppression: ยาออกฤทธิ์กดการทำงานของระบบทรงตัวในหูชั้นในและก้านสมอง (Brainstem) ผ่านการบล็อก Acetylcholine อย่างรุนแรง
  • ปัญหาและงานวิจัย (Research Evidence):
  • Cognitive Impairment: การศึกษาใน Aviation, Space, and Environmental Medicine พบว่าแม้ยาจะผสมสารกระตุ้น แต่ก็ยังทำให้ Reaction Time (การตอบสนอง) ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ความจำระยะสั้น (Short-term memory) แย่ลง
  • อันตรายในผู้สูงวัย: ผู้สูงอายุที่ทานยาตัวนี้แก้เวียนหัวบ่อยๆ เสี่ยงต่อการ "หกล้ม (Falls)" สูงมาก เพราะสมองสั่งการกล้ามเนื้อช้าลง

 

4. ไฮดรอกซีซีน (Hydroxyzine) — ยาแก้คันที่มันสมอง (ชื่อคุ้นหู: Atarax หรือยาเม็ดเล็กๆ สีขาว/ส้ม)

  • กลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism):
  • Dirty Drug: ในทางเภสัชวิทยา เราเรียกยาตัวนี้ว่า "ยาที่ไม่สะอาด" เพราะมันจับมั่วไปหมด ทั้ง H1 (แก้แพ้), 5-HT2A (เซโรโทนิน - อารมณ์), D2 (โดปามีน), และ Alpha-1 (ความดัน)
  • Anxiolytic Effect: เนื่องจากมันกดระบบประสาทส่วนกลางรุนแรง จึงถูกใช้เป็น "ยาคลายกังวล" ในอดีต แต่นั่นแลกมาด้วยความง่วงซึมที่ยาวนาน (Hangover effect)

 

ปัญหาทางสมอง และงานวิจัย (Research Evidence) :

  • QT Prolongation: งานวิจัยพบความเสี่ยงทำให้ "หัวใจเต้นผิดจังหวะ" (QT interval prolongation) จนในยุโรปมีการจำกัดการใช้ในผู้สูงอายุ
  • Beers Criteria Warning: สมาคมเวชศาสตร์ผู้สูงอายุแห่งอเมริกา (AGS) จัดให้เป็นยาที่ "ควรหลีกเลี่ยง (Potentially Inappropriate Medication)" ในผู้สูงอายุ เพราะเสี่ยงทำให้สับสนและสมองเสื่อมเร็วขึ้น

 

สรุปตารางคะแนนความเสี่ยง (Anticholinergic Burden Score) (คะแนนยิ่งสูง = ยิ่งทำลายสมอง 3 คะแนนคือระดับอันตราย)

  • Diphenhydramine:  3 คะแนน (อันตรายมาก)
  • Hydroxyzine:  3 คะแนน (อันตรายมาก)
  • Chlorpheniramine (CPM):  3 คะแนน (อันตรายมาก)
  • Dimenhydrinate:  3 คะแนน (อันตรายมาก)

 

บทสรุปจากหมอโอ๊ค:

เพื่อนๆ ครับ... ยา 4 ตัวนี้ "ผ่านเข้าสมองแน่นอน" และ "ทำลายระบบความจำแน่นอน" ถ้าคุณยังหนุ่มสาว กินครั้งคราวอาจไม่เห็นผลทันตา แต่ "สมอง" เรามีก้อนเดียวครับ สารพิษพวกนี้สะสมได้

 

ทางออก:

1. โยนทิ้ง (หรือเก็บไว้ใช้ยามจำเป็นสุดๆ เท่านั้น): อย่ากินพร่ำเพรื่อ

2. เปลี่ยนเป็นยารุ่นใหม่: Fexofenadine หรือ Bilastine ที่ไม่ผ่านเข้าสมอง

3. แก้ที่ต้นเหตุ: ล้างจมูก, ลดฝุ่น, เสริมวิตามิน D3 และ Quercetin เพื่อลดภูมิแพ้ธรรมชาติ

การบ้าน: ใครมียา 4 ชื่อนี้ในบ้าน ถ่ายรูปมาแชร์กันครับ แล้วสัญญากับหมอว่าจะ "เลิกกินประจำ" เพื่อสมองที่สดใสตอนแก่ครับ!

 

แล้วใช้อะไรดีที่สุด? (The Real Gold Standard)

 

หากต้องการ Zero Brain Risk (ความเสี่ยงต่อสมองเป็นศูนย์) หมอโอ๊คแนะนำให้ขยับไปใช้ 2 ตัวนี้ครับ (ตามที่ FAA อนุญาตให้นักบินใช้):

 

1. เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine):

  • ไม่ผ่านเข้าสมอง (Non-measurable brain penetration)
  • ไม่ผ่านตับ (ขับออกทางไตและอึ)
  • ความเสี่ยงสมองเสื่อม: ต่ำที่สุดในปัจจุบัน

 

2. บิลาสทีน (Bilastine):

  • เทคโนโลยีใหม่ ไม่เข้าสมอง ไม่ผ่านตับ
  • ความเสี่ยงสมองเสื่อม: ต่ำที่สุด

 

สรุปคำแนะนำหมอโอ๊ค:

  • Cetirizine: กินได้ แต่ "อย่ากินทุกวันตลอดปี" และ "ผู้สูงอายุควรเลี่ยง" (เพราะเสี่ยงง่วงและสะสมในสมอง)
  • Loratadine: กินได้ แต่ "ระวังในคนเป็นโรคตับ" หรือคนที่กินยาโรคประจำตัวเยอะๆ
  • ทางเลือกที่ดีกว่า: ถ้าต้องกินยาวๆ ให้เลือก Fexofenadine หรือ Bilastine ครับ แพงกว่านิดหน่อย แต่คุ้มค่าสมองครับ

การบ้าน: เช็คชื่อยาที่บ้านอีกรอบครับ ถ้าเป็น Cetirizine แล้วคุณรู้สึก "ตื้อๆ" ลองเปลี่ยนยาดูครับ แล้วโลกจะสดใสขึ้น!

 

สรุปคำแนะนำจากหมอโอ๊ค:

1. หยิบยามาดูชื่อ: พลิกหลังแผงยาดูชื่อภาษาอังกฤษครับ ถ้าเจอชื่อใน "โซนอันตราย" ให้หยุดใช้ประจำ (ใช้เฉพาะฉุกเฉินจริงๆ นานๆ ครั้งพอได้)

2. ผู้สูงอายุห้ามเด็ดขาด: ยาแก้แพ้รุ่นเก่า + ผู้สูงอายุ = ความเสี่ยงสมองเสื่อมและพลัดตกหกล้มที่สูงมาก

3. เปลี่ยนมาใช้รุ่นใหม่: แม้ราคาอาจจะสูงกว่าเล็กน้อย แต่คุ้มค่ากับ "สมอง" ที่ประเมินค่าไม่ได้ของเราครับ

การบ้าน: ใครที่เคยกินยาแก้แพ้แล้ว "สมองตื้อ" ลองเปลี่ยนมาเป็น Fexofenadine หรือ Desloratadine ดูครับ แล้วคุณจะรู้ว่า "หายแพ้แบบสมองไบร์ท" เป็นยังไง!

 

ด้วยความห่วงใย

หมอโอ๊ค Doctor Sixpack