เปิด 5 ลิสต์ต้องห้าม ถ้าอยากรักษาไตให้อยู่กับเราไปนานๆ

เปิด 5 ลิสต์ต้องห้าม น้ำตาลในเลือดสูงไม่ได้ทำร้ายแค่หลอดเลือด แต่กำลัง 'ทำลาย' หน่วยกรองของไตทุกวินาที มาดู 5 ปัจจัยกระตุ้นที่คนไข้ส่วนใหญ่ชอบมองข้าม จนมารู้ตัวอีกทีไตก็ทำงานเหลือไม่ถึงครึ่ง

เปิด 5 ลิสต์ต้องห้าม เกี่ยวกับไตไม่ได้ถูกทำร้ายจากภายนอกอย่างเดียว แต่ถูกทำร้ายจาก “น้ำตาลในเลือด” ตลอดเวลา ต่อให้ไม่กินเค็ม ไม่ใช้ยาแรง ไตก็ยังเสื่อมได้ เพราะน้ำตาลสูงจะทำลายหลอดเลือดฝอยในไตโดยตรง ทำให้ไตรั่ว บวม และกรองของเสียได้แย่ลงแบบเงียบ ๆ เร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า วันนี้ผมจะมาบอกคำตอบให้ชัด ๆ ว่าเป็นเบาหวานแล้วเสี่ยงไตเสื่อมได้ยังไงครับ

 

เปิด 5 ลิสต์ต้องห้าม ถ้าอยากรักษาไตให้อยู่กับเราไปนานๆ

1️.ไตต้องกรองน้ำตาลสูงตลอดเวลา

ในคนเป็นเบาหวาน ไตไม่ได้ทำงานตามความจำเป็นเหมือนคนทั่วไปครับ แต่ถูกบังคับให้กรองน้ำตาลส่วนเกินออกตลอดทั้งวัน ทั้งที่ร่างกายไม่ได้ออกแรงหรือใช้น้ำตาลจริง ๆ ผลคือแรงดันในหน่วยไตสูงขึ้น หลอดเลือดฝอยฉีกขาดง่าย ผนังกรองหนาตัวและเริ่มรั่ว โปรตีนจึงหลุดออกมาในปัสสาวะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของไตเสื่อมที่มักไม่มีอาการเตือนเลยครับ

 

2️.น้ำตาลทำให้ไตอักเสบแบบเงียบ ๆ

น้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรังจะกระตุ้นสารก่อการอักเสบในเนื้อไต ทำให้ไตบวม แข็ง และเสียโครงสร้างการกรองตามธรรมชาติ การอักเสบนี้ไม่ได้ปวด ไม่แสบ ไม่ฉี่ผิดปกติ แต่จะค่อย ๆ ลดความสามารถในการกรองของเสียลงทีละน้อย จนกว่าจะตรวจเลือดแล้วพบว่าไตเสื่อมไปมากแล้ว ซึ่งจุดนี้มักสายเกินแก้

 

3️.เบาหวานมักมาคู่กับความดันสูง

คนเป็นเบาหวานจำนวนมากมีความดันสูงร่วมโดยไม่รู้ตัว ความดันจะเพิ่มแรงกระแทกต่อหลอดเลือดในไต ทำให้หน่วยไตเสียหายเร็วขึ้น เมื่อรวมกับผลของน้ำตาลสูง เท่ากับไตถูกโจมตีจากทั้ง “แรงดัน” และ “พิษน้ำตาล” พร้อมกัน ความเสื่อมจึงเร็วและรุนแรงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า แม้จะดูแลอาหารค่อนข้างดีแล้วก็ตาม

 

เปิด 5 ลิสต์ต้องห้าม ถ้าอยากรักษาไตให้อยู่กับเราไปนานๆ

4️.เส้นประสาทเสื่อม ทำให้ไม่รู้สัญญาณเตือน

เบาหวานทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกและระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม หลาย ๆ คนจึงไม่รู้สึกถึงอาการเตือน เช่น บวม เหนื่อยง่าย หรือปัสสาวะผิดปกติ ไตสามารถเสื่อมไปมากโดยที่เจ้าตัวคิดว่ายังปกติดี ต่างจากคนทั่วไปที่มักมีอาการเตือนให้รีบไปตรวจได้เร็วกว่า

 

5️.ยาและภาวะแทรกซ้อนสะสมเพิ่มภาระไต

คนเป็นเบาหวานมักต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ทั้งยาลดน้ำตาล ยาความดัน ยาไขมัน หรือยาแก้ปวด แถมบางคนไปหายามากินเองเพิ่มต่างหาก บางคนซื้อเสริมมาหลายตัว ซึ่งยาทุกตัวต้องผ่านการประมวลผลที่ไต เมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นปี ๆ โดยไม่ปรับขนาดตามค่าไต ภาระที่สะสมจะเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น โดยที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็น “ผลจากอายุ” เท่านั้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะให้หยุดยาเองนะครับ แค่กินและปรับยาตามคำแนะนำของหมอ อย่าเพิ่มยาหรือหยุดยาเองเด็ดขาดครับ

ลดเสี่ยงเบาหวานได้ = ลดเสี่ยงไตเสื่อมด้วยวิธีนี้

• คุมน้ำตาลไม่ให้เหวี่ยง มากกว่าคุมตัวเลขอย่างเดียว
อย่าโฟกัสแค่น้ำตาลตอนเช้า แต่ให้ดูว่าหลังอาหารพุ่งแรงไหม เลี่ยงแป้งขัดขาว น้ำหวาน และของหวานช่วงเย็น เพราะน้ำตาลเหวี่ยงคือศัตรูตัวจริงของไต


• เดินหลังอาหารทุกมื้อ อย่างน้อย 10–15 นาที
การเดินช่วยดึงน้ำตาลเข้าสู่กล้ามเนื้อ ลดภาระไตทันที ทำต่อเนื่องจะลดทั้งน้ำตาลสะสมและแรงดันในหน่วยไต โดยไม่ต้องพึ่งยาเพิ่ม


• คุมความดันให้ต่ำกว่า 130/80 สม่ำเสมอ
ความดันสูงทำลายไตเร็วพอ ๆ กับน้ำตาลสูง วัดความดันเองที่บ้านบ้าง อย่ารอวัดแค่ตอนมาหาหมอ เพราะค่าที่แกว่งบ่อยคือความเสี่ยงเงียบ


• ลดเค็ม ลดอาหารแปรรูปแบบจริงจัง
โซเดียมทำให้ไตกรองหนักและความดันพุ่ง เลี่ยงของหมักดอง ไส้กรอก อาหารสำเร็จรูป แม้จะไม่หวาน แต่ทำให้ไตเสื่อมเร็วได้


• ดื่มน้ำให้พอ แต่ไม่ฝืนรวดเดียว
น้ำช่วยให้ไตขับของเสียได้ง่ายขึ้น จิบน้ำสม่ำเสมอทั้งวัน ดูสีปัสสาวะให้เหลืองอ่อน หลีกเลี่ยงการดื่มรวดเดียวทีละมาก ๆ


• นอนให้พอ เพราะไตซ่อมตัวเองตอนกลางคืน
การอดนอนทำให้ฮอร์โมนคุมน้ำตาลและความดันรวน ไตอักเสบง่ายขึ้น นอนก่อนเที่ยงคืนช่วยชะลอไตเสื่อมได้จริง


• ตรวจปัสสาวะหาโปรตีน อย่างน้อยปีละครั้ง
ไตเริ่มพังจะรั่วโปรตีนก่อนค่าเลือดเปลี่ยน ยิ่งเจอเร็ว ยิ่งชะลอไตวายได้มาก


จริง ๆ แล้วไตเสื่อมจากเบาหวานไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียวนะครับ แต่เกิดจากความชะล่าใจเล็ก ๆ ที่สะสมหลายปี คุมไม่ใช่แค่น้ำตาล แต่ต้องคุมความดัน เกลือ ยา และคอยตรวจไตสม่ำเสมอ ไตไม่เคยร้องเตือน แต่พอพังแล้ว แทบไม่มีโอกาสย้อนกลับครับ ไม่อยากให้เบาหวานมาทำร้ายไต อยากดูแลให้หายขาดสนใจปรึกษาผมได้เพียงกดลิงค์ไลน์นี้ได้เลยครับ

ขอบคุณที่มาจาก : หมอเจด