ศูนย์ ACSC เปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้าพูลวิลล่า” รวบทีมการเงินแก๊งสแกมเมอร์

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้าพูลวิลล่า” รวบทีมการเงินแก๊งสแกมเมอร์ ความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ โต๊ะถม และ พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.บก.ทล.
กองกำกับการ 2 บก.ทล. นำโดย พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์
สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.ศุภณัฐ บัณฑิตไทย สว.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล., ร.ต.อ.ณัฐพัฒน์ ขำชู นว.(สบ1) ผบก.ทล. และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ทล.
เปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้าพูลวิลล่า”

ศูนย์ ACSC เปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้าพูลวิลล่า” รวบทีมการเงินแก๊งสแกมเมอร์

สามารถจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่เป็นเครือข่ายบัญชีม้ารับเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย จำนวน 9 ราย ดังนี้
1) นายธนกฤต (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง
2) นายสมเดช (สงวนนามสกุล) อายุ 74 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง
3) นายภาษิต (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง
4) นายคณาธิป (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง
5) น.ส. ปัณณชิกา (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ทำหน้าที่เป็นธุระจัดหาบัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง
6) นาย อนุวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง
7) น.ส.พรรณธิวา (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ทำหน้าที่เป็นธุระจัดหาบัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง
8) น.ส.กมลวรรณ (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง
9) น.ส.ณัตินีย์ (สงวนนามสกุล) หรือตูน อายุ 30 ปี ทำหน้าที่เป็นคนประสานงานกับหัวหน้าสแกมเมอร์ชาวจีนและรวบรวมเงินสดจากบัญชีม้า
​และยังมีผู้ต้องหาสัญชาติมาเลเซีย จำนวน 1 ราย (อยู่ระหว่างขั้นตอนการออกหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน RED NOTICE) คือ Mr.LEE YONG HANN JOVAN สัญชาติ มาเลเซีย ทำหน้าที่เป็นคนขนเงินสดข้ามประเทศ

ศูนย์ ACSC เปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้าพูลวิลล่า” รวบทีมการเงินแก๊งสแกมเมอร์

พฤติการณ์
สืบเนื่องจากเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ได้มีหญิงผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ อายุ 65 ปี พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลบางเดื่อ อำเภอเมืองปทุมธานี ถูกกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นพนักงานธนาคารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มหาสารคาม ยศร้อยตำรวจเอก โทรศัพท์ติดต่อมาแจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด พร้อมทั้งข่มขู่จนทำให้เกิดความตกใจกลัว และอ้างว่าผู้เสียหายต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการนำเงินเก็บมาตรวจสอบ
ต่อมากลุ่มคนร้ายได้ปลอมบัญชี LINE เป็น “สถานีตำรวจภูธรมหาสารคาม” และทำการวิดีโอคอลกับผู้เสียหาย จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ เกิดความหวาดกลัว และยอมส่งมอบเงินให้แก่กลุ่มสแกมเมอร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 กลุ่มคนร้ายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นการตรวจสอบและเป็นค่าดำเนินการเบื้องต้น เข้าบัญชีม้า จำนวน 30,000 บาท ต่อมาพบว่าบัญชีของผู้เสียหายถูกจำกัดยอดการทำธุรกรรมรายวัน กลุ่มสแกมเมอร์จึงออกอุบายให้ผู้เสียหายเดินทางไปที่ธนาคารเพื่อเบิกถอนเงินสด จำนวน 800,000 บาท โดยกำชับว่าห้ามวางสายโทรศัพท์ และห้ามแจ้งพนักงานธนาคารโดยเด็ดขาด
จากนั้นกลุ่มคนร้ายสั่งให้ผู้เสียหายนำเงินสดใส่ถุง และนำไปวางไว้บริเวณหน้าบ้านร้างที่อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านผู้เสียหาย ต่อมาคนร้ายเป็นชายรายหนึ่ง (ทราบชื่อภายหลังว่า คือ Mr. LEE สัญชาติมาเลเซีย) ได้เดินทางมารับถุงเงินสดและหลบหนีไป ภายหลังจากนั้นกลุ่มสแกมเมอร์ได้ข่มขู่ผู้เสียหายให้ต้องรายงานตัวทุก 4 ชั่วโมง ผ่านการวิดีโอคอล
ต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 กลุ่มคนร้ายได้หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีม้าอีก จำนวน 476,000 บาท และในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 หลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีม้าเพิ่มเติมอีก จำนวน 100,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายในคดีนี้กว่า 1.4 ล้านบาท
จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง พบว่ากลุ่มคนร้ายที่เดินทางมารับเงินสดจากหน้าบ้านของผู้เสียหาย คือ Mr. LEE สัญชาติมาเลเซีย โดยเดินทางมาพร้อมผู้ต้องสงสัยชาวมาเลเซียอีก 2 ราย เข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนจะเดินทางออกจากประเทศไทยพร้อมเงินสดของผู้เสียหาย โดยใช้สายการบินเดียวกันกลับประเทศมาเลเซีย
และจากการสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินของเครือข่ายบัญชีม้าที่ใช้รับเงินจากผู้เสียหายในคดีนี้ พบพยานหลักฐานที่สามารถยืนยันได้ว่ามีผู้ต้องหาสัญชาติไทย จำนวน 9 ราย ทำหน้าที่เป็น ทีมการเงินให้กับแก๊ง
สแกมเมอร์ โดยมีลักษณะการทำงานเป็นเครือข่ายและมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ได้แก่
• บุคคลที่ทำหน้าที่ประสานงานกับหัวหน้าสแกมเมอร์ชาวจีน
• บุคคลที่ทำหน้าที่จัดหาและรวบรวมบัญชีม้า
• บุคคลที่ทำหน้าที่ถอดเงินสดและรวบรวมเงิน
• บุคคลที่ทำหน้าที่เปิดบัญชีม้าเพื่อใช้ในการหลอกลวง
โดยเครือข่ายทีมการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ มีผู้ต้องหาซึ่งเป็นตัวการสำคัญ คือ น.ส.ณัตินีย์ฯ หรือ “ตูน” (ปัจจุบันเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม) ทำหน้าที่ประสานงานกับหัวหน้าขบวนการสแกมเมอร์ชาวจีน และเมื่อมีการนัดหมายรับเงินสดจากเครือข่ายลูกน้องของ น.ส.ตูน ที่ทำหน้าที่ถอดเงินและรวบรวมเงินสด น.ส.ตูนจะเช่ารถตู้พร้อมพนักงานขับรถและเดินทางไปพร้อมกับหัวหน้าขบวนการสแกมเมอร์ชาวจีน เพื่อตระเวนรับเงินสดตามจุดต่างๆ ที่ได้มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า
ทั้งยังพบว่าภายหลังจากการหลอกลวงเหยื่อสำเร็จในแต่ละครั้ง น.ส.ตูน จะจัดปาร์ตี้ริมสระน้ำเพื่อฉลองความสำเร็จ ลักษณะคล้ายกับงานเลี้ยงบริษัทฯ ให้กับเครือข่ายลูกน้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดและขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 9 ราย
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติม ยังพบว่าเครือข่ายบัญชีม้าดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงทางออนไลน์อื่นอีกอย่างน้อย 4 คดี ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลดำเนินคดีกับผู้ต้องหากลุ่มนี้เพิ่มเติม โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. คดีที่ผู้เสียหายเป็นหญิงไทย อายุ 25 ปี ถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์ในลักษณะเดียวกัน (อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด) มูลค่าความเสียหายกว่า 2.4 ล้านบาท
2. คดีที่ผู้เสียหายเป็นข้าราชการเกษียณในจังหวัดนครราชสีมา ถูกหลอกด้วยอุบายว่าจะออกเอกสาร กพ.7 เพื่อคุ้มครองเงินฝากบำเหน็จบำนาญ ความเสียหายกว่า 900,000 บาท
3. คดีที่ผู้เสียหายเป็นชาย อายุ 21 ปี จังหวัดร้อยเอ็ด ถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหายกว่า 400,000 บาท
4. คดีที่ผู้เสียหายเป็นหญิงสูงอายุ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหายกว่า 300,000 บาท
นอกจากนี้ยังพบว่าเครือข่ายบัญชีม้าดังกล่าวถูกนำไปใช้รับเงินให้กับกลุ่มสแกมเมอร์รายอื่นอีกหลายกลุ่ม รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท
 
เตือนภัยประชาชน
1. ตำรวจจริงไม่มีนโยบายไปรับเงินสดถึงบ้าน หน่วยงานรัฐไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปรับเงินสด หรือตรวจสอบทรัพย์สินส่วนบุคคลที่บ้านประชาชนโดยเด็ดขาด
2. หมายเรียก ไม่ส่งผ่านช่องทางออนไลน์ เอกสารราชการต้องจัดส่งเป็นหนังสือทางไปรษณีย์เท่านั้น ไม่มีการส่งภาพเอกสารผ่านไลน์หรือสื่อสังคมออนไลน์
3. วิดีโอคอลแอบอ้างเจ้าหน้าที่รัฐ คือ มิจฉาชีพ หากมีการวิดีโอคอลโดยบุคคลแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อข่มขู่หรือเร่งรัด ให้ยุติการติดต่อทันที
4. อย่าถอนเงินสดหรือโอนเงินเพราะคำขู่ หากถูกสั่งให้ถอนเงินสดหรือโอนเงินเพื่ออ้างว่า “เคลียร์คดี” ให้ตั้งสติและติดต่อสายด่วนแจ้งเหตุอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โทร. 1441
5. กลุ่มเปราะบางเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ได้แก่ กลุ่มเยาวชนจบใหม่ กลุ่มวัยทำงานที่มองหาแหล่งลงทุน และกลุ่มผู้สูงอายุ ขอให้ประชาชนช่วยกันแจ้งเตือนและดูแลบุคคลใกล้ชิด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล. เบอร์ติดต่อ 091-945-1935