- 24 ม.ค. 2569
"ครูเอิร์น" ฟาดแรง หลังสังคมแห่เข้าใจผู้กระทำ ชี้สุดท้ายผู้หญิงยังถูกโทษ ทั้งที่ความผิดควรอยู่ที่คนล่วงละเมิด ไม่ใช่เหยื่อ
กลายเป็นโพสต์ที่ถูกแชร์และพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อ ครูเอิร์น นลินรัตน์ ตู้ทับทิม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nalinrat Tuthubthim แสดงความคิดเห็นต่อกรณีข่าวทนายความชื่อดังถูกกล่าวหาว่าลวนลามนักศึกษาหญิง ครูเอิร์นระบุว่า เอิร์นขอพูดในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง และในฐานะคนที่เคยเผชิญหน้ากับความรุนแรงทางเพศ
ล่าสุดมีข่าวทนายชื่อดังลวนลามนักศึกษา ทั้งที่เป็นทนายส่วนตัวของพ่อเธอ รู้จักกัน สนิทกัน และควรเป็น “คนที่เด็กรู้สึกปลอดภัย”
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังข่าวออกมา ไม่ใช่การตั้งคำถามกับการกระทำของผู้กระทำ กลับเป็นการตั้งคำถามกับผู้หญิงคนนั้นแทบทั้งหมด เธอหน้าตาดีไหม เธอส่งสัญญาณอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงขึ้นรถไปด้วย
ทำไมถึงถ่ายรูปให้ดู ดูไม่ออกหรือยังไงว่าผู้กระทำกำลังจะเข้ามาจีบ
ทุกคำถามล้วนพยายามหาความผิดจากผู้หญิง เสียงจำนวนมากบอกว่า “เข้าใจผู้กระทำ” เพราะถ้าเป็นตัวเองก็คงห้ามใจไม่ได้ เด็กมันยั่วเอง
หน้าตาดีขนาดนี้ ใครจะทนไหว สิ่งนี้ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่คือ การโทษเหยื่อและการควบคุมพฤติกรรมทางเพศของผู้หญิง
- ผู้หญิงถูกทำให้ต้อง
- ควบคุมเสื้อผ้า
- ควบคุมท่าทาง
- ควบคุมสายตา
- ควบคุมความเป็นมิตร
- ควบคุมแม้กระทั่ง “ความสวย” ของตัวเอง
ในขณะที่ผู้กระทำ ไม่เคยถูกสอนให้ต้องควบคุมความต้องการของตนเองเลย ประโยคอย่าง “หน้าตาดี ใครจะห้ามใจไหว” ไม่ใช่คำอธิบายธรรมชาติของมนุษย์ แต่มันคือ การปัดความรับผิดชอบออกจากผู้กระทำ หรือแม้กระทั่งการสัมภาษณ์ล่าสุดที่บอกว่า “ไม่รู้ผีห่าซาตานตนไหนเข้าสิง” คือ การลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้กระทำ เหมือนกับบอกว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
และในขณะเดียวกันก็ลดผู้หญิงให้เหลือเพียง “วัตถุทางเพศที่ใครก็ล่วงละเมิดได้” เอิร์นอ่านคอมเมนต์เหล่านั้น แล้วมันพาฉันย้อนกลับไปยังประสบการณ์ของตัวเอง เอิร์นเคยอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
สถานการณ์ที่ถูกพยายามลวนลาม แต่เลือกทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เลือกยิ้ม เลือกนิ่ง เลือกไม่พูด
เพราะตอนนั้นคิดว่า ถ้าทำตัวให้ปกติ ถ้าไม่ทำให้เรื่องมันใหญ่ ความรู้สึกแย่ ๆ จะหายไปเอง สิ่งนี้ในทาง จิตวิทยาเรียกว่า “การยินยอมที่ไม่แท้จริง” มันไม่ใช่การยินยอมจากความสมัครใจ แต่เป็นการตอบสนองของร่างกายและจิตใจ เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามหรืออำนาจที่เหนือกว่า ร่างกายอาจนิ่งอาจตามน้ำ อาจพยายามเอาใจ ไม่ใช่เพราะอยาก แต่เพราะต้องการเอาตัวรอดและลดอันตราย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ ผู้กระทำมีอำนาจมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นอายุ ฐานะ อาชีพ หรือความสัมพันธ์
ดังนั้น สิ่งที่สังคมถามว่า “ทำไมยังไปกินข้าวด้วย” “ทำไมไม่ปฏิเสธให้ชัด” แต่แท้จริงแล้วสมอง แค่กำลังเลือกทางเลือกที่ทำให้เรารอด ไม่ใช่ความยินยอม กระบวนการโทษผู้เสียหายจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นใคร ถ้าหน้าตาไม่อยู่ในมาตรฐาน สังคมจะพูดว่า “หน้าตาแบบนี้ ใครจะเอา กุเรื่องขึ้นมาเองหรือเปล่า”
แต่ถ้าหน้าตาดี สังคมจะพูดว่า “หน้าตาแบบนี้ ใครจะไปทนไหว” นี่คือกับดักทางสังคม ที่ผู้หญิงไม่มีวันชนะทำอะไรก็ผิด ในฐานะที่เป็นผู้รอดชีวิตจากความรุนแรง เอิร์นไม่แน่ใจนัก
ว่าสังคมต้องการความจริงมากแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาได้ยินเพียงเสียงที่โทษผู้เสียหาย และคำกล่าวอ้างเพื่อปกป้องผู้กระทำ
เอิร์นเคยถูกคนในกระบวนการรักษากฎหมายพูดกับฉันว่า “หน้าตาเหมือนดาราหนังโป๊ญี่ปุ่น ไม่แปลกหรอกที่ใครจะอยากทำแบบนั้นกับคุณ” นี่ไม่ใช่แค่คำพูดหยาบ แต่มันคือความรุนแรงจากระบบอำนาจของรัฐในรูปแบบที่มองไม่เห็น การใช้ตำแหน่ง อำนาจ และภาษา เพื่อบอกผู้หญิงว่า “ร่างกายของเธอสมควรถูกละเมิด”
และถ้าผู้หญิงคนหนึ่งเลือกไกล่เกลี่ยเรื่องเงิน แทนการดำเนินคดี เธอจะถูกตราหน้าว่า “หน้าเงิน” ทันที ทั้งที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ต้นทุนของการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมันหนักหนาแค่ไหน มันคือการถูกสอบซ้ำ
เล่าเรื่องเดิมซ้ำ ถูกตั้งคำถามซ้ำ ต้องเห็นหน้าผู้กระทำซ้ำ และถูกตัดสินซ้ำจากสังคม
เอิร์นไม่ได้บอกว่า “เงินแก้ทุกอย่างได้” แต่บอกว่า ผู้หญิงมีสิทธิ์เลือกวิธีเยียวยาตัวเอง โดยไม่ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ใครดู ในระบบรัฐที่ไม่ได้รองรับกระบวนการคดีทางเพศ ที่ทำให้ผู้เข้าสู่กระบวนการรู้สึกปลอดภัยและเป็นมิตร อย่างน้อยเธอก็ควรมีทางเลือกอื่น เช่นการรับเงินเยียวยาบ้างหรือเปล่า เพราะนั่นคือคำขอโทษที่ชัดเจนที่สุด เป็นคำขอโทษที่เขาต้องเสียอะไรบางอย่างเช่นกัน
เอิร์นเป็นหนึ่งในคนที่เผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ และรู้ดีว่าไม่ว่าทางไหนก็เจ็บ สุดท้ายแล้ว ปัญหาไม่ใช่ผู้หญิง แต่คือสังคมที่ไม่ยอมรับว่าผู้กระทำต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง ปัญหาไม่ใช่การตัดสินใจของเหยื่อ
แต่คือระบบที่ทำให้ทุกทางเลือกของเหยื่อล้วนเจ็บปวด ด้วยรักและเคารพผู้ที่ผ่านความรุนแรงทุกท่าน
ครูเอิร์น นลินรัตน์ ตู้ทับทิม
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Nalinrat Tuthubthim






