- 31 ม.ค. 2569
หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า สรุปประกันสังคม แบบเข้าใจง่ายๆ ดราม่าต่าง ๆ จุดเริ่มต้น ข้อมูลครบถ้วน อ่านจบเห็นภาพทันที
หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า โพสต์ข้อความ รวบรวมข้อมูล และ สรุปประเด็นดราม่าประกันสังคม ที่เรียกได้ว่า อ่านจบเราจะเห็นภาพได้ชัดเจนเลยทีเดียว โดยคุณหมอ ระบุว่า
🔍 สรุปประกันสังคม เข้าใจง่ายๆ
มือใหม่ไม่ต้องรู้มาก่อน ก็อ่านข่าวดราม่าได้รู้เรื่อง
ช่วงนี้ข่าว “ประกันสังคม” ร้อนแรง
ทั้งคำศัพท์เฉพาะ ดราม่าหนัก และประเด็นโยงการเมือง
จนหลายคนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?
📌 เรื่องนี้เกี่ยวกับคนไทยถึง 25 ล้านคนที่เป็นผู้ประกันตน
(เทียบกับระบบบัตรทอง 47 ล้าน และข้าราชการ 2.6 ล้าน)
แต่คนจำนวนไม่น้อย…
ยังไม่รู้ว่า “ผู้ประกันตน” คือใคร
ยังงงว่า ม.33 / ม.39 / ม.40 ต่างกันยังไง
ยังไม่รู้ว่าเงินที่ถูกหักไปทุกเดือน ให้สิทธิอะไรกลับมาบ้าง
ก่อนจะอินกับดราม่าหรือถกเถียงกันดุเดือด
อยากชวนเข้าใจ “ระบบประกันสังคม” ให้ชัดก่อน
โพสต์นี้จะสรุปให้เข้าใจง่าย
ตั้งแต่พื้นฐานของระบบประกันสังคม
ไปจนถึงดราม่าร้อนแรงที่หลายคนกำลังพูดถึง
ไม่ต้องรู้อะไรมาก่อนก็อ่านรู้เรื่อง
📌 อ่านจบแล้ว…
เสพข่าวประกันสังคมได้แบบเข้าใจ
ไม่หลงประเด็น ไม่โดนปั่นง่ายๆ ❤️
======================
📌 สรุปหัวข้อใหญ่ที่เราจะพาไปอ่านกันวันนี้
🔴 ประกันสังคมคืออะไร? จ่ายทำไม แล้วได้อะไรกลับมา?
🔴 ผู้ประกัน ม.33 / ม.39 / ม.40 คืออะไร ต่างกันยังไง?
🔴 ผู้ประกันตนแต่ละแบบ จ่ายเท่าไหร่ ได้สิทธิอะไร?
🔴 "ฐานค่าจ้าง" คืออะไร? ทำไมเป็นหัวใจของระบบนี้
🔴 ใครคุมระบบประกันสังคม? แล้วเขาตัดสินใจเรื่องอะไรบ้าง?
🔴 การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกใน 33 ปี มีผลยังไง?
🔴 ไอซ์ รักชนก–พรรคประชาชน เกี่ยวอะไรกับประกันสังคม?
🔴 ระบบประกันสังคมกำลังเจอดราม่าอะไรอยู่?
🔴 สิทธิรักษาพยาบาลของประกันสังคม มีอะไรที่ควรรู้?
🔴 นี่ไม่ใช่แค่ดราม่า แต่นี่คือ “กองทุนของประชาชน 25 ล้านคน”
======================
🔴 ประกันสังคมคืออะไร? จ่ายทำไม แล้วได้อะไรกลับมา?
🔹1. ประกันสังคม = ระบบประกันความเสี่ยงของคนทำงาน
รัฐออกแบบให้ลูกจ้าง–นายจ้าง–รัฐบาล
ช่วยกันจ่ายเงินเข้ากองทุนกลาง
กองทุนนี้เรียกว่า "กองทุนประกันสังคม"
แล้วใช้กองทุนนี้มาจ่ายเงินช่วยเหลือ “เวลาคุณเจอเหตุไม่ปกติในชีวิต”
เช่น ป่วย ว่างงาน เกษียณ คลอดลูก หรือเสียชีวิต
⸻
🔹2. หัวใจของระบบนี้คือ… “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” 🤝
คนที่ยังแข็งแรงทำงานได้ จะช่วยส่งเงินสมทบ
เพื่อไปช่วยคนที่เจอปัญหาในตอนนี้ เช่น เจ็บป่วย ตกงาน หรือเกษียณแล้ว
⸻
🔹3. เป็นระบบ “ออมบังคับ” ที่รัฐจัดให้
ทุกเดือน จะมีการหักเงินจากเงินเดือนของลูกจ้าง
นายจ้างจ่ายเพิ่มเข้าไปอีก และรัฐช่วยสมทบอีกส่วน
รวมกันเป็นเงินกองกลาง สำหรับช่วยเหลือทุกคนในระบบ
⸻
🔹4. สิ่งที่ได้กลับมา ไม่ใช่แค่ค่ารักษา!
หลายคนคิดว่า “ประกันสังคม = ใช้สิทธิ์โรงพยาบาล” อย่างเดียว
แต่จริงๆ แล้วสิทธิ์ที่ได้ครอบคลุมชีวิตหลายมิติมาก
เช่น
✅ เงินค่าชดเชยเวลาเจ็บป่วย
✅ สิทธิ์คลอดบุตร + เงินเลี้ยงลูก
✅ เงินทดแทนเมื่อทุพพลภาพ
✅ เงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิต
✅ เงินช่วยตอนตกงาน
✅ เงินบำนาญยามแก่ชรา
⸻
🔹5. ใครดูแลระบบนี้? 💼
ระบบประกันสังคมทั้งหมด
อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานประกันสังคม (สปส.)
ซึ่งเป็น “หน่วยงานรัฐ” ที่มีหน้าที่จัดการเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ
📌 สปส. คือ คนคุมระบบ ทำหน้าที่…
– เก็บเงินจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐ
– วางกติกา–นโยบายต่างๆ
– นำเงินกองกลางไปลงทุน
– และสุดท้าย… “จ่ายเงินคืน” ให้กับผู้ประกันตนเวลามีเหตุจำเป็น
📌 ส่วน “กองทุนประกันสังคม” ก็คือ เงินกองกลาง
– มาจากเงินสมทบทุกเดือน + ดอกผลจากการลงทุน
– ปัจจุบันมี เงินสะสมรวมเกือบ 2.9 ล้านล้านบาท 💰
→ "ใหญ่ที่สุด" ในบรรดากองทุนรัฐ
→ ใหญ่กว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) (1.4 ล้านล้าน) ถึง 2 เท่า!
======================
🔴 ผู้ประกัน ม.33 / ม.39 / ม.40 คืออะไร ต่างกันยังไง?
🔹6. “ผู้ประกันตน” คือ คนที่อยู่ในระบบประกันสังคม
อาจจะเป็นคนที่กำลังส่งเงินสมทบอยู่ตอนนี้
หรือเคยส่งมาก่อน แล้วสิทธิ์ยังคงอยู่ในช่วงที่กฎหมายกำหนด
⸻
🔹7. ระบบประกันสังคมแบ่งผู้ประกันตนออกเป็น “3 ประเภทหลัก”
เรียกตามกฎหมายว่า “มาตรา”
ซึ่งแยกตามสถานะการทำงาน และ วิธีจ่ายเงิน
✅ ผู้ประกันตนมาตรา 33 → ลูกจ้างบริษัท / พนักงานเอกชน
– นายจ้างหักเงินจากเงินเดือนส่งสมทบให้อัตโนมัติ
– ได้สิทธิครบถ้วนที่สุด
✅ ผู้ประกันตนมาตรา 39 → คนที่เคยเป็น ม.33 แล้วลาออก
– อยากรักษาสิทธิต่อ จึงสมัครส่งสมทบเอง
– จ่ายน้อยลง แต่ยังได้สิทธิหลายอย่าง เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ชราภาพ
✅ ผู้ประกันตนมาตรา 40 → คนที่ “ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำ”
เช่น ฟรีแลนซ์, พ่อค้าแม่ค้า, คนขับแกร็บ ฯลฯ
– สมัครใจจ่ายเอง เพื่อเข้าระบบและมีสิทธิประกันพื้นฐาน
– เลือกแพ็กเกจได้ 3 แบบ ตามความต้องการ
======================
🔴 ผู้ประกันตนแต่ละแบบ จ่ายเท่าไหร่ ได้สิทธิอะไร?
🔹8. หลายคนเข้าใจว่า “ประกันสังคม = รักษาฟรี” เท่านั้น
แต่จริงๆ แล้ว… สิ่งที่ได้ เยอะกว่านั้นมาก
เพราะนี่คือ “แพ็กเกจความคุ้มครองทั้งชีวิต”
ตั้งแต่มีลูก → เจ็บป่วย → ตกงาน → ทุพพลภาพ → เกษียณ → เสียชีวิต
ครอบคลุมแทบทุกช่วงชีวิตของคนทำงาน
แต่! ผู้ประกันตนแต่ละกลุ่ม “จ่ายไม่เท่ากัน”
สิ่งที่ได้กลับมาก็ “ไม่เท่ากัน” ด้วยครับ
⸻
🔹9. ผู้ประกันตนมาตรา 33
✅ สำหรับ “ลูกจ้างเอกชน” → บริษัทหักเงินส่งให้อัตโนมัติทุกเดือน
✅ จ่ายเท่าไหร่
• ลูกจ้างจ่าย 5% ของฐานค่าจ้าง (เพดานปัจจุบัน 17,500 บาท)
→ จ่ายสูงสุด 875 บาท/เดือน
• นายจ้างจ่ายให้อีก 5% (875 บาท/เดือน)
• รัฐสมทบเพิ่ม ~2.75% (ราว 481 บาท/เดือน)
✅ สิทธิ์ที่ได้รับ
• 💊 เจ็บป่วย: รักษาฟรีที่โรงพยาบาลตามสิทธิ + เงินชดเชยรายได้ 50%
• 👶 คลอดลูก + เงินลาคลอด
• 👶 สงเคราะห์บุตร → 1,000 บ./เดือน/คน (สูงสุด 3 คน)
• 🧑🦽 ทุพพลภาพ → ได้เงินรายเดือน
• 💼 ว่างงาน (ลาออก/ถูกเลิกจ้าง ได้ต่างกัน)
• ⚰️ เสียชีวิต → ค่าทำศพ + เงินสงเคราะห์
• 👴 ชราภาพ → ได้บำนาญหรือบำเหน็จ
• 🦷 ทำฟันฟรีปีละ 900 บาท (อุด ขูด ถอน ผ่า)
⸻
🔹10. ผู้ประกันตนมาตรา 39
✅ สำหรับคนที่เคยเป็น ม.33 แล้ว “ลาออก”
→ แต่ยังอยากรักษาสิทธิ์บางอย่างไว้ เลยสมัครส่งเงินต่อเอง
✅ จ่าย 432 บาท/เดือน (คิดจากฐานสมทบคงที่ 4,800 บาท)
✅ สิทธิ์ที่ได้รับ
• 💊 เจ็บป่วย: รักษาตามสิทธิ + เงินทดแทนคิดจาก “ฐานสมทบคงที่”
• 👶 คลอดลูก: ได้เงินเหมือน ม.33 แต่คำนวณจากฐาน ม.39
• 🧑🦽 ทุพพลภาพ / ⚰️ เสียชีวิต / 👴 ชราภาพ → ได้เงินก้อนหรือเงินเดือนตามสูตร
❌ ไม่มีสิทธิ์ว่างงาน
📌 สิทธิ์โดยรวมคล้าย ม.33 แต่ตัวเลขน้อยกว่าเพราะคิดจาก "ฐานสมทบคงที่
(รายละเอียดดูในข้อ 12)
⸻
🔹11. ผู้ประกันตนมาตรา 40
เหมาะกับ “คนทำงานนอกระบบ” เช่น ฟรีแลนซ์ ขายของ อาชีพอิสระ
→ สมัครเอง จ่ายเอง เข้าระบบได้แบบสมัครใจ
✅ เลือกจ่ายได้ 3 แพ็กเกจ
• 💰 70 บ./เดือน
• 💰 100 บ./เดือน
• 💰 300 บ./เดือน
✅ สิทธิที่ได้รับ (ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เลือก)
📦 แพ็กเกจ 70 บ./เดือน
– เจ็บป่วย
– ทุพพลภาพ
– เสียชีวิต
📦 แพ็กเกจ 100 บ./เดือน
– ได้ทุกอย่างจากแพ็กเกจ 70
➕ เพิ่ม “เงินบำเหน็จชราภาพ” (เงินก้อนตอนแก่)
📦 แพ็กเกจ 300 บ./เดือน
– ได้ทุกอย่างจากแพ็กเกจ 100
➕ เพิ่ม “เงินสงเคราะห์บุตร”
➕ และ “บำนาญชราภาพรายเดือน” ตามสูตรใหม่
⸻
สรุป ข้อ 8-11
🔹 ม.33 (ลูกจ้างเอกชน)
💵 จ่ายสูงสุด 875 บ./เดือน (บริษัทหักให้)
✅ สิทธิครบที่สุด: เจ็บป่วย ลาคลอด เลี้ยงลูก ว่างงาน ชราภาพ เสียชีวิต ทำฟัน
🔹 ม.39 (ลาออกจาก ม.33 แล้วส่งต่อเอง)
💵 จ่าย 432 บ./เดือน
✅ สิทธิคล้าย ม.33 แต่ ไม่มีว่างงาน และเงินช่วยเหลือต่างๆ จะน้อยกว่า
🔹 ม.40 (ฟรีแลนซ์ ขายของ อาชีพอิสระ)
💵 เลือกแพ็กเกจ 70 / 100 / 300 บ./เดือน
✅ สิทธิคุ้มตามแพ็กเกจ
• 70 บ. → เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต
• 100 บ. → เพิ่มบำเหน็จชราภาพ
• 300 บ. → เพิ่มบำนาญรายเดือน + เงินลูกเล็ก
======================
🔴 "ฐานค่าจ้าง" คืออะไร? ทำไมเป็นหัวใจของระบบนี้
🔹 12. ฐานค่าจ้างคืออะไร?
"ฐานค่าจ้าง" คือ ตัวเลขที่ใช้เป็นจุดตั้งต้น
ทั้งตอนหักเงินส่งประกันสังคม และ คิดสิทธิ์ที่จะได้รับคืน
💡 คิดง่ายๆ → ยิ่งฐานค่าจ้างสูง =
• หักเงินสมทบต่อเดือนมากขึ้น
• แต่ก็มี “สิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือ” สูงขึ้นด้วย
🔸 ม.33 (ลูกจ้างเอกชน)
→ ใช้ฐานค่าจ้างจริงของเรา (แต่มีเพดานไม่เกิน 17,500 บาท)
→ หัก 5% จากเงินเดือน เช่น เงินเดือน 17,500 → จ่าย 875 บาท/เดือน
→ สิทธิ์ต่างๆ เช่น เจ็บป่วย ว่างงาน บำนาญ คำนวณจาก % ของฐานนี้
🔸 ม.39 (คนลาออกจาก ม.33 แล้วส่งต่อเอง)
→ ใช้ “ฐานคงที่” 4,800 บาท (ไม่ว่าเคยได้เงินเดือนเท่าไหร่)
→ จ่าย 432 บ./เดือน สิทธิ์ต่างๆ คิดจากฐาน 4,800 เช่นกัน
🔸 ม.40 (ฟรีแลนซ์ / อาชีพอิสระ)
→ ไม่ใช้แนวคิดฐานค่าจ้าง
⸻
🔹 13. ถ้าฐานค่าจ้างขยับขึ้น จะเกิดอะไรบ้าง?
ปี 2569 ฐาน ม.33 ขยับเป็น 17,500 บาท
และมีแผนขยับต่อเป็น 20,000 → 23,000 บาท
ผลที่ตามมาหลักๆ มี 3 เรื่องครับ
1) จ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น
ฐาน 17,500 → จ่าย 875 บ./เดือน
ฐาน 20,000 → จ่าย 1,000 บ./เดือน
ฐาน 23,000 → จ่าย 1,150 บ./เดือน
(นายจ้างและรัฐก็สมทบเพิ่มตาม)
2) เพดานสิทธิ์ “รายเดือน” สูงขึ้น
สิทธิที่คิดเป็น % ของค่าจ้าง เช่น
ลาป่วย / ว่างงาน / ทุพพลภาพ / บำนาญ
→ ฐานสูงขึ้น = ได้เงินช่วยเหลือมากขึ้น
3) สิทธิอื่นอาจถูกปรับเพิ่มในอนาคต
เช่น ค่าคลอด เงินสงเคราะห์บุตร ค่าทำศพ
แม้ไม่ได้คำนวณตรงจากฐาน
แต่มีโอกาส “ขยับวงเงิน” ให้สอดคล้องกับฐานใหม่
======================
🔴 ใครคุมระบบประกันสังคม? แล้วเขาตัดสินใจเรื่องอะไรบ้าง?
🔹 14. 💰 กองทุนระดับ 2.9 ล้านล้าน ใครมีสิทธิชี้ขาด?
ระบบประกันสังคมไม่ใช่ของใครคนเดียว
แต่ถูกออกแบบให้ “กระจายอำนาจ” ออกเป็น 3 ชั้นใหญ่
เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสั่งการทุกอย่างได้ตามลำพัง
⸻
🔹 15. ชั้นที่ 1 ฝั่งนโยบาย (ฝ่ายการเมือง)
คนในชั้นนี้คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน + คณะรัฐมนตรี(ครม.)
เป็นตำแหน่งทางการเมือง → เปลี่ยนตามรัฐบาล
ตัวอย่างเช่น
ก่อนหน้านี้: คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ
ปัจจุบัน: คุณตรีนุช เทียนทอง → เข้ามาทำหน้าที่แทนหลังเปลี่ยนรัฐบาล
หน้าที่หลักคือ
- วางกติกาใหญ่ของระบบ (พ.ร.บ., สูตรบำนาญ, เพดานเงินสมทบ)
- แต่งตั้งบอร์ดประกันสังคม 21 คนตามกฎ
⸻
🔹 16. ชั้นที่ 2 ฝั่งบริหารกองทุน (บอร์ดประกันสังคม 21 คน)
เป็น “คณะกรรมการกลาง”
ที่มีอำนาจสูงสุดในการดูแลเงินกองทุนและคุ้มครองสิทธิผู้ประกันตน
👥 โครงสร้าง 3 ฝ่าย
• รัฐ 7 คน → ข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดแรงงาน (เป็นประธานโดยตำแหน่ง)
• นายจ้าง 7 คน → มาจากองค์กรนายจ้าง ผ่านการเลือกตั้ง
• ผู้ประกันตน 7 คน → มาจากการเลือกตั้งใน 3 กลุ่ม (ม.33 / 39 / 40)
🛠 หน้าที่หลัก
🔸 วางนโยบายระบบ เช่น เพิ่มสิทธิ ปรับสูตรบำนาญ เสนอแนวทางต่อ รมว.แรงงาน
🔸 อนุมัติการลงทุน เงิน 2.9 ล้านล้าน
🔸 คุ้มครองสิทธิ → ถ้าโครงการไหนเสี่ยงหรือกระทบสิทธิ มีสิทธิเบรกได้
🔸 แต่งตั้งบอร์ดย่อย เช่น บอร์ดลงทุน, บอร์ดแพทย์, บอร์ดอุทธรณ์
📌 สรุป: คือทีมที่ “เคาะเรื่องใหญ่ทั้งหมด” ในระบบประกันสังคมทั้งเรื่องเงินและสิทธิ
⸻
🔹 17. ชั้นที่ 3 ชั้นปฏิบัติการ – สำนักงานประกันสังคม (สปส.)
คือทีมที่ลงมือทำจริง ในระบบประกันสังคม
นำกฎหมายและมติบอร์ดไปแปลงเป็นการทำงานประจำวัน
👤 ผู้นำทีม: เลขาธิการ สปส.
ข้าราชการระดับสูงที่คุมสำนักงานประกันสังคมทั้งองค์กร
🛠 หน้าที่หลัก
• บริหารระบบ → เก็บเงินสมทบ จ่ายสิทธิประโยชน์
• ลงทุนจริงตามนโยบายบอร์ด
• ดูแลระบบงาน งบประมาณ และเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ
📌 สรุป คือ มือปฏิบัติที่ทำให้เงินกองทุนหมุนเวียน
และสิทธิเข้าถึงผู้ประกันตนทั่วประเทศ
⸻
🔹 18. สรุปสั้นที่สุด
ระบบนี้มีกลไก “3 ชั้น” คุมกันและกัน
• นักการเมือง → วางกติกา + ตั้งบอร์ด
• บอร์ด 21 คน → เคาะนโยบาย–ลงทุน–คุ้มสิทธิ
• เจ้าหน้าที่ สปส. → ลงมือทำจริง เก็บ–จ่าย–บริหารระบบ
======================
🔴 การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกใน 33 ปี มีผลยังไง?
🔹 19. จากระบบแต่งตั้ง → สู่ระบบเลือกตั้ง
ตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกันสังคมปี 2558
กฎหมายเปิดทางให้ "ผู้ประกันตนและนายจ้าง"
มีสิทธิเลือกตัวแทนของตัวเองเข้าไปนั่งในบอร์ด
📍 นี่คือครั้งแรกในรอบ 33 ปี ที่เสียงของ “ผู้ประกันตนจริง”
เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางระบบ
ไม่ใช่แค่ให้คนนอกแต่งตั้งอย่างเดียวอีกต่อไป
⸻
🔹 20. ก่อนปี 2566 บอร์ดประกันสังคม มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด
→ ผู้ประกันตนไม่มีสิทธิลงคะแนนเอง
พ.ร.บ.ปี 2558 เปลี่ยนหลักการนี้
→ ให้ผู้ประกันตนและนายจ้าง ลงคะแนนเลือกตัวแทน
เพื่อให้การตัดสินใจเรื่องเงินกองทุนและสิทธิคุ้มครอง
เป็นของ “คนที่อยู่ในระบบจริงๆ”
และลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
⸻
🔹 21. วันเลือกตั้ง 24 ธันวาคม 2566
เป็นวันแรกที่มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
สำหรับกลุ่มต่างๆ ดังนี้
✅ ผู้แทนนายจ้าง 7 คน
→ นายจ้างในระบบเลือกกันเอง
✅ ผู้แทนผู้ประกันตน 7 คน
→ ผู้ประกันตนจาก ม.33 / ม.39 / ม.40 ลงคะแนนเลือกตัวแทน
⸻
🔹 22. ระบบการเลือกตั้งเป็นอย่างไร?
เพื่อให้การเลือกเป็น “ทีมทำงาน” ไม่ใช่เลือกทีละเก้าอี้
จึงใช้ระบบว่า
👉 “ผู้มีสิทธิ 1 คน เลือกผู้สมัครได้ 7 คน”
→ ทำให้ได้ทีมเต็มชุด ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนงานในบอร์ดได้จริง
⸻
🔹 23. ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
เปิดตัวโดยคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
มีหลักคิดว่า “บอร์ดประกันสังคม” ไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน
แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมกับชีวิตแรงงานหลายสิบล้านคน
จึงเสนอชุดนโยบาย 14 ข้อ เช่น
• ขยายสิทธิรักษาพยาบาล
• เพิ่มความโปร่งใสในการลงทุนกองทุน
• ขยายสิทธิแรงงานนอกระบบ
• ประกันสังคมถ้วนหน้าสำหรับแรงงานอิสระ
ฯลฯ
บทวิเคราะห์การเมืองมองว่า
นี่เป็นความพยายามสร้าง “สนามการเมืองนอกสภา” ที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง
และใช้บอร์ดเป็นเครื่องมือผลักดันรัฐสวัสดิการจากในระบบ
⸻
🔹 24. ผลเลือกตั้งฝ่ายผู้ประกันตนครั้งแรก
ผลการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้คือ
👉 ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้ 6 จาก 7 ที่นั่ง
ทำให้เสียงของผู้ประกันตนมีส่วนในบอร์ดมากขึ้นอย่างชัดเจน
ส่วน ฝั่งนายจ้าง
→ เป็นกลุ่มอิสระผสมกับ “ทีมพัฒนาประกันสังคม”
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่อง “ผลลัพธ์ตัวเลข”
แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของระบบประกันสังคม
เพราะเปิดช่องให้ผู้ประกันตนมีเสียงและตัวแทนของตัวเองจริงๆ
ผลจากการเลือกตั้งยังนำไปสู่
📌 การเปิดเผยข้อมูล
📌 การตั้งคำถาม
📌 และประเด็นถกเถียงในสังคม
เกี่ยวกับการบริหารกองทุน สิทธิผู้ประกันตน
และบทบาทของบอร์ดที่ถูกจับตามากขึ้นในทุกวันนี้
======================
🔴 ไอซ์ รักชนก–พรรคประชาชน เกี่ยวอะไรกับประกันสังคม?
🔹 25. จุดเริ่มต้นหลังเลือกตั้งบอร์ดปี 2566
พรรคประชาชนกับไอซ์เริ่ม “เล่นใหญ่” ในประกันสังคมจริงๆ
📌 เพราะมีตัวแทนผู้ประกันตนอยู่ในบอร์ด
→ ทำให้ข้อมูลบางส่วนภายในระบบถูกเปิดเผยมากขึ้น
→ นำไปสู่การตั้งคำถามใหญ่ไม่ใช่แค่ในสภาแต่ในสื่อสาธารณะด้วย
⸻
🔹 26. การตั้งคำถามในสภาและสื่อ
ตลอดปี 2568-2569 ไอซ์ใช้บทบาท
ในฐานะ ส.ส. กทม. ของพรรคประชาชน
เป็นคนตั้งคำถามต่อระบบ
- ทริปดูงานต่างประเทศของผู้บริหาร สปส.
- งบประมาณปฏิทิน
- งบซื้อตึก skyy9 และโครงการที่ถูกตั้งคำถาม
- ระบบ IT 850 ล้าน
กลายเป็นครั้งแรกที่
“งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม”
ถูกสังคมจับตาอย่างจริงจัง
⸻
🔹 27. พรรคยกระดับเป็นวาระหลัก
เปิดแคมเปญใหญ่ “พิมพ์ส้มประกันสังคม”
พร้อมแถลงว่าจะผลักดันให้…
- ประกันสังคมหลุดจากระบบราชการ
- ปรับโครงสร้างให้ผู้ประกันตนบริหารเอง
- ขยายสิทธิสู่ระบบรัฐสวัสดิการ
- และเสนอร่าง พ.ร.บ. ใหม่ทันทีเมื่อมีโอกาสในสภา
⸻
🔹 28. ทำไมพรรคประชาชนถึงเลือกเล่นเรื่องนี้?
- ฐานเสียงหลักคือ “แรงงาน–มนุษย์เงินเดือน”
- มองว่าระบบเดิม “เงินของแรงงาน แต่ข้าราชการบริหาร”
- เชื่อว่าถ้ารื้อโครงสร้างนี้ได้ = สร้างรัฐสวัสดิการจากล่างขึ้นบน
→ ประกันสังคมจึงกลายเป็นหัวใจของแบรนด์พรรคและจุดยืนทางการเมือง
⸻
🔹 29. ผลกระทบที่เริ่มเห็น
- ระบบประกันสังคมถูกตรวจสอบมากขึ้น
- เกิดการถกเถียงเรื่องโครงสร้างและสิทธิ
- กลายเป็น “ประเด็นสาธารณะ” ที่คนรุ่นใหม่หันมาสนใจ
======================
🔴 ระบบประกันสังคมกำลังเจอดราม่าอะไรอยู่?
(เล่าคร่าวๆ ให้สามารถไปตามอ่านกันต่อได้)
🔹 30. ดราม่าโรงอาหาร 12 ล้าน: คนจ่ายไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้จ่าย
ต้นเรื่อง: ปี 2561 สปส. ใช้งบ 12.5 ล้านบาทจากกองทุนผู้ประกันตน
ปรับปรุงพื้นที่ในกระทรวงแรงงานเป็นศูนย์อาหาร สปส. กทม. พื้นที่ 3 เปิดใช้ปี 2562
→ เป็นฟู้ดคอร์ตแอร์สะอาดคล้ายในห้าง มีโลโก้ สปส. ติดชัด
คนตั้งคำถามว่าเงินกองทุนผู้ประกันตน
เอาไปใช้ในอาคารราชการ แล้วคนใช้จริงคือ เจ้าหน้าที่–ข้าราชการ
เกิดวลีติดหู “คนจ่ายไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้จ่าย”
ถูกใช้เป็นตัวอย่าง การใช้เงินกับโครงการที่ไม่เกี่ยวสิทธิรักษา/เงินทดแทนโดยตรง
คำชี้แจงจาก สปส.–กระทรวงแรงงาน
- เป็นสวัสดิการไม่แสวงกำไร เพื่อผู้มาติดต่อ เจ้าหน้าที่ ประชาชนใกล้เคียง
- ทำได้ตาม พ.ร.บ. ที่ให้ใช้ ไม่เกิน 10% ของกองทุนสำหรับงบบริหาร–สิ่งอำนวยความสะดวก
- ผ่านตรวจสอบจาก สตง. และแจง ป.ป.ช. แล้ว
ข้อสังเกตจากฝ่ายตรวจสอบว่า “ถูกระเบียบ ≠ คุ้มค่า”
ประเด็นหลักอยู่ที่การใช้เงินผู้ประกันตนกับสิ่งที่ไม่จำเป็นจริงหรือไม่
⸻
🔹 31. ดราม่าทริปดูงานอังกฤษ–สกอตแลนด์ 8 วัน 10 ล้าน
คณะผู้บริหารสปส. และกรรมการการแพทย์
รวม 21 คน ไปดูงานต่างประเทศ 8 วัน
ใช้งบประมาณราว 10 ล้านบาท
มีตั๋วเครื่องบิน First Class 2 ที่นั่ง (ใบละ 520,000 บาท)
และส่วนใหญ่บิน Business Class
ที่พักเป็นโรงแรม 4–5 ดาว ราคาคืนละหมื่น–หลักหมื่น
ประเด็นที่ถูกวิจารณ์คือ “ฟุ่มเฟือย–ไม่เห็นผลลัพธ์”
ขณะที่ผู้ประกันตนยังเจอปัญหารพ.แน่น ระบบล่ม
ฝั่งสปส. ชี้แจงว่าเป็นการดูงานตามระเบียบ
เพื่อพัฒนาระบบ และงบอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนด
⸻
🔹 32. ดราม่าปฏิทิน 55 ล้าน: งบประชาสัมพันธ์ที่ถูกตั้งคำถาม
หนึ่งในดราม่าที่ถูกพูดถึงมาก คือ “ปฏิทินประกันสังคม”
ซึ่ง สปส. ตั้งงบปีละ 50–70 ล้านบาทต่อเนื่องหลายปี
รวมกว่า 450 ล้านบาทใน 8 ปี
ทั้งที่ผู้ประกันตนจำนวนมากบอกว่า
“ไม่เคยเห็น–ไม่เคยได้” และไม่ต้องการ
ปี 2567 สปส. ตั้งงบ 55 ล้านบาทเพื่อผลิตแจกปี 2569
แม้จะมีประชาพิจารณ์ช่วง เม.ย. 2568 ที่ผู้ประกันตน 62% และนายจ้าง 66% เสียงข้างมากเสนอให้ “ยกเลิก”
แต่ที่ประชุมอนุกรรมการฝ่ายรัฐยังยืนยันเดินหน้าผลิตต่อ
โดยอ้างเหตุผล: เป็นสื่อความรู้สิทธิ, ยกเลิกไม่ได้เพราะอนุมัติงบแล้ว
ฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นตัวอย่างของการใช้งบประชาสัมพันธ์ฟุ่มเฟือย
⸻
🔹 33. งบเว็บ 850 ล้าน–แอปล่ม–ส่งมอบช้า
ประกันสังคมเพิ่งเปลี่ยนระบบไอทีใหญ่
ใช้งบรวม 1,125 ล้านบาท แต่สิ่งที่ผู้ประกันตนเจอคือ
❌ เว็บเข้าไม่ได้
❌ แอปล่ม–ล็อกอินยาก
❌ ยื่นเงินว่างงานไม่ได้
❌ โทร 1506 ไม่ติด
▪️ งบถูกแบ่งใช้
• 850 ล้าน: ระบบหลังบ้าน (SSO Core)
• 275 ล้าน: แอปมือถือ (SSO+)
• 100 ล้าน/ปี: Call Center 1506
▪️ ดราม่าไม่ใช่แค่แอปล่ม
แต่รวมถึงส่งมอบงานช้าเกินกำหนดและค่าปรับด้วย
• สัญญาระบบ 850 ล้านควรเสร็จ ธ.ค. 66
→ แต่ส่งงานล่าช้าเกิน 1 ปีครึ่ง เปิดใช้จริงต้นปี 69 แล้วก็ยังล่ม
🔹 15 ม.ค. 69: ทีม IT มือดีเข้าช่วยแต่ถูกปฏิเสธ
• กลุ่ม “ประกันสังคมก้าวหน้า” จัดเวทีเปิดข้อมูล
• เชิญผู้เชี่ยวชาญ IT ชั้นนำมาร่วมวิเคราะห์ปัญหา
• หลายคนอาสาช่วยแก้ แต่ฝ่ายบริหาร สปส. ปฏิเสธ
• อ้างว่ามี “ผู้เชี่ยวชาญเพียงพอ” แล้ว
→ ยิ่งตอกย้ำคำถามว่า “ถ้ามีคนเก่งพร้อมช่วย แล้วทำไมไม่เปิดรับ?”
▪️ส่งงานช้า = ต้องเสียค่าปรับ
• คำนวณเต็มอาจสูงถึง 186–383 ล้าน
→ สปส. ยกเว้นช่วงโควิด 193 วัน
→ ค่าปรับจริงเหลือ 78–163 ล้าน
▪️ ผลกระทบตามมา
• ผู้ว่างงานได้เงินช้า
• ระบบยังล่มซ้ำ
• ต้องจ่ายดูแลระบบเก่าเพิ่มอีกปีละ 265 ล้าน
ประชาชนจึงตั้งคำถามว่า
“งบพันล้าน แต่ผลงานกลับพังขนาดนี้ได้ยังไง?”
⸻
🔹 34. ดราม่าตึก SKYY9 /TU DOME คำถามเรื่องความโปร่งใส
🏙️ SKYY9 – ตึกหรูย่านดินแดง มูลค่า ~7,000 ล้าน
• ปี 2566 สปส.ลงทุน ~6,900 ล้านผ่านกองทุนอสังหาฯ เพื่อซื้ออาคาร SKYY9 (ตึก 36 ชั้น ย่านดินแดง)
• ไม่ได้ซื้อโดยตรงแต่ผ่านโครงสร้างหลายชั้น → ยากต่อการตรวจสอบทรัพย์สิน
• นักการเมืองบางคนเผยว่า ตึกเคยประเมินไว้ ~3,000–3,800 ล้าน → ตั้งคำถามถึง “ส่วนต่างหลายพันล้าน”
• สปส. ชี้แจงว่ามีการประเมินใหม่โดยบริษัทอิสระ 2 ราย ประเมินมูลค่าที่ ~7,300–8,000 ล้าน → บอกว่าซื้อ “ต่ำกว่าราคาประเมิน”
• ตั้งคณะกรรมการสอบแล้ว แต่ยังไม่มีผลสอบวินัยออกมา
💬 เคสนี้ถูกยกเป็นสัญลักษณ์ว่า “เงินประกันสังคมถูกใช้แบบที่แรงงานตรวจสอบไม่ได้”
🏢 TU DOME – หอพักราคาตก
• สปส.ลงทุนผ่านกองทุนที่ถือครองหอพัก TU DOME ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต
• ราคาหน่วยลงทุนลดลงต่อเนื่อง → กลายเป็นตัวอย่างของดีล “ติดดอย”
🔍 คำถามสำคัญที่ยังไร้คำตอบ
• ทำไมถึงลงทุนผ่านโครงสร้างที่ตรวจสอบยาก?
• ทำไมไม่มีข้อมูลรายได้–ผลตอบแทนเปิดเผยต่อสาธารณะ?
• ทำไมไม่มีแดชบอร์ดให้ผู้ประกันตนติดตามว่า “เงินของเราไปอยู่ไหน”?
⸻
🔹 35. สูตร CARE – บำนาญใหม่ที่ล่าช้า
• ผู้ประกันตนเรียกร้องให้ใช้สูตร CARE
• ให้ผลตอบแทนยุติธรรมกับคนส่งเงินสมทบต่อเนื่อง
• ผ่านความเห็นชอบแล้ว แต่ยังไม่ประกาศใช้จริง
ฝ่ายรัฐชี้ว่า
• เห็นด้วยและอยู่ระหว่างผลักดันเข้าสู่ ครม.
จุดที่ยังไม่จบ
• ความรู้สึกว่า “เรื่องใช้เงินทำได้เร็ว แต่เรื่องให้สิทธิกลับช้า”
• ความเชื่อมั่นของคนจ่ายสมทบถูกกระทบ
⸻
🔹 36. โรงพยาบาลเอกชนถอนตัว – ขู่ถอนตัวจากประกันสังคม
ช่วงปลายปี 2567 มี 2 โรงพยาบาลใหญ่ ประกาศถอนตัวจากคู่สัญญาประกันสังคม
รวมมีผู้ประกันตนที่ต้องย้ายสิทธิกว่า 100,000 คน
นอกจากนี้ ยังมี รพ.เอกชนอีกกว่า 70 แห่ง
ที่ลงชื่อกับสมาคม รพ.เอกชน
ขู่ถอนตัวหาก สปส. ไม่ปรับค่ารักษาผู้ป่วยในที่ต่ำกว่าต้นทุนจริง
สถานะตอนนี้คือ “รอผลเจรจา”
หากไม่ลงตัวอาจเกิด “ระลอกใหม่”
ของการถอนตัวในปี 2568–2569 ซึ่งจะกระทบผู้ประกันตนนับล้านคน
⸻
🔹 37. เปลี่ยนกติกาเลือกตั้งบอร์ด – ดุลอำนาจอาจเปลี่ยน
ปี 2566 ใช้ระบบ “1 คนเลือกได้ 7 คน”
ทำให้กลุ่มที่จัดทีมแข็ง เช่น “ประกันสังคมก้าวหน้า” ชนะยกชุด
ปี 2569 จะเปลี่ยนเป็น “1 คนเลือกได้ 1 คน”
และแบ่งโควตาผู้แทนตามมาตรา 33, 39, 40 แยกกัน
→ ทำให้การรวมทีมแบบเดิมทำได้ยากขึ้น คะแนนอาจกระจาย
ฝั่งรัฐมองว่า: เป็นธรรมขึ้น โปร่งใสขึ้น
ฝั่งที่เคยชนะมองว่า: ตัดพลังการรวมตัวของผู้ประกันตน
ลดโอกาสกลุ่มตรวจสอบรัฐกลับมา
จุดที่ต้องจับตา: ใครจะได้เปรียบในกติกาใหม่
และเสียงผู้ประกันตนจะถูกแยกหรือรวมได้แค่ไหนในระบบนี้
⸻
🔹 38. ดราม่าตัดสูท – ใช้งบ 35 ล้าน
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ใช้งบ 35 ล้านบาท
ตัดชุดฟอร์ม (สูท + เสื้อ + กางเกง/กระโปรง + เข็มกลัด)
ให้เจ้าหน้าที่ 7,000 คนทั่วประเทศ เฉลี่ยชุดละ ~5,000 บาท
• ใช้วิธีจัดซื้อแบบ “เฉพาะเจาะจง” ให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เหมือนรอบก่อนหน้าในปี 62 (สูทสีดำ 42 ล้าน)
• รวม 2 รอบภายใน 5 ปี ใช้งบตัดสูทรวม 77 ล้านบาท
เสียงวิจารณ์หลัก
• มองว่า ฟุ่มเฟือย ใช้งบกองทุนในช่วงที่ผู้ประกันตนเจอปัญหาหนัก (เช่น รพ.ถอนตัว, IT ล่ม, ว่างงานเบิกยาก)
• ตั้งคำถามเรื่อง ความจำเป็น–ความคุ้มค่า และการไม่เปิดประมูล
• ตอกย้ำภาพลักษณ์ “ใช้งบกับของรอบตัว มากกว่าสิทธิผู้ประกันตน” เพราะมาในช่วงเดียวกับดราม่าปฏิทิน–ดูงาน–เว็บแอป
ฝั่ง สปส. ชี้แจง
• เป็นชุดยูนิฟอร์มเพื่อภาพลักษณ์–ความเป็นมืออาชีพ
• ใช้งบในหมวด “บริหารจัดการ” ซึ่งกฎหมายเปิดช่องไว้ไม่เกิน 10%
⸻
🔹 39. สรุปภาพรวม: ประกันสังคมกำลังถูก “ตรวจสอบใหม่ทั้งระบบ”
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ “ดราม่าเป็นเคส” แต่คือการตั้งคำถามกับระบบใหญ่
• เงินประกันสังคมสะสมหลายล้านล้าน
• ใช้เงินโปร่งใสแค่ไหน?
• ผู้ประกันตนได้ประโยชน์จริงไหม?
• ระบบราชการควรเป็นคนคุม หรือแรงงานควรมีสิทธิเต็มที่?
======================
🔴 สิทธิรักษาพยาบาลของประกันสังคม มีอะไรที่ควรรู้?
🔹 40. สิทธิการรักษาพยาบาล
เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของระบบประกันสังคม
แต่ก็มักเป็นจุดที่ผู้ประกันตนรู้สึก “ไม่คุ้มกับเงินที่จ่าย”
โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับบัตรทองหรือสิทธิข้าราชการ
ดราม่าและข้อเปรียบเทียบจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
⸻
🔹 41. ได้สิทธิประกันสังคม = ต้องสละบัตรทอง
เมื่อคนเข้าสู่ระบบประกันสังคม (เช่น ทำงานบริษัท)
จะถูกย้ายสิทธิอัตโนมัติจากบัตรทองมาเป็นสิทธิประกันสังคม
ไม่สามารถถือสองสิทธิพร้อมกันได้ (ตามหลัก “สิทธิภาครัฐระบบเดียว”)
ผลคือ หลายคนรู้สึกว่าสิทธิประกันสังคม
“ใช้งานยากกว่า” หรือ “ได้น้อยกว่า”
ทั้งที่ต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือน
⸻
🔹 42. 3 กองทุนสาธารณสุขรัฐ = ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้
งานวิชาการจำนวนมากชี้ว่า
• ข้าราชการ เข้าถึงยาแพง–เทคโนโลยีใหม่ได้ดีกว่า
• บัตรทอง เริ่มครอบคลุมยารักษาทันสมัยมากขึ้น แม้ไม่ต้องจ่ายสมทบ
• ประกันสังคม กลับเจอข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งเรื่องโรงพยาบาลคู่สัญญา ระบบส่งต่อ และการรับเคสหนัก
แม้เป็นรัฐเดียวกัน แต่สิทธิที่ประชาชนได้รับแตกต่างกันมาก
⸻
🔹 43. ดราม่าสิทธิรักษามะเร็ง
• บัตรทองเริ่มครอบคลุมการรักษามะเร็งและยาชีวภาพมากขึ้น
• แต่ผู้ประกันตนยังเจอข้อจำกัด
เช่น รพ.เอกชนบางแห่งไม่อยากรับ เพราะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย
• ยาบางตัวเข้าถึงช้ากว่า ขึ้นกับการอนุมัติของคณะกรรมการ สปส.
⸻
🔹 44. ความรู้สึกของผู้ประกันตน
แม้ต้องจ่ายสมทบทุกเดือน แต่หลายคนรู้สึกว่า “สิทธิไม่ดีกว่าบัตรทอง” หรือบางจุด “แย่กว่า”
การเปรียบเทียบกับสิทธิข้าราชการยิ่งเพิ่มความไม่พอใจ
และทำให้ดราม่าเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ 3 กองทุน” ลุกลามบนโซเชียลบ่อยครั้ง
⸻
🔹 45. หมอเหรียญทอง: ดราม่าประกันสังคมอย่ามองด้านเดียว
แม้หมอเหรียญทองจะเห็นว่า “ประกันสังคมมีปัญหา”
แต่ย้ำว่ายังดีกว่าบัตรทอง (สปสช.)
💬 มุมหลักที่พูดถึง
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) อาจบริหารมีปัญหา
แต่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช. หรือบัตรทอง) มีปัญหาหนักกว่า เช่น
เบี้ยวหนี้ รพ.เอกชน, ผู้ป่วยต้องวิ่งขอใบส่งตัวเหมือน “ขอทานสิทธิ”
ถ้าบัตรทองดีจริง รพ.เอกชนคงแห่เข้าร่วมมากกว่านี้
💬 สรุป
ฟาดทั้ง 2 กองทุน แต่มองว่า
ภาพของ “บัตรทองดีกว่าทุกมิติ” อาจเป็นภาพลวงตา
และเตือนว่าอย่าเชื่อ narrative ทางเดียว
======================
🔴 นี่ไม่ใช่แค่ดราม่า แต่นี่คือ “กองทุนของประชาชน 20 ล้านคน”
แม้วันนี้ประกันสังคมจะกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง
ถูกหยิบไปพูด โจมตี หรือใช้หาเสียงในหลายมิติ
แต่สิ่งที่เราไม่ควรลืม คือ นี่คือกองทุนขนาดใหญ่มหาศาล (2.9 ล้านล้านบาท)
ที่มีผลต่อชีวิตคนทำงานจริงๆ กว่า 20 ล้านคน
• เงินที่คุณจ่ายทุกเดือน (875 บาท) หรือปีละกว่า 10,000 บาท มันไม่ใช่เงินน้อยๆ
• นี่คือเงินที่คนทั้งประเทศร่วมกันสมทบ (รวมทั้งจากนายจ้างและรัฐ)
• และแม้คุณจะไม่ได้อินกับการเมือง แต่คุณเสียเงินให้กับระบบนี้แล้วทุกเดือน จึงไม่ควรปล่อยผ่าน
สิทธิของคุณ คุณต้องรู้ให้ครบ
เงินของคุณ คุณต้องมีสิทธิร่วมกำหนด
อย่าแค่เสพดราม่า
แต่ใช้โอกาสนี้ “เข้าใจระบบ” และ “ร่วมตั้งคำถาม” อย่างมีข้อมูล
เพราะประกันสังคมจะเปลี่ยนได้จริง
ก็ต่อเมื่อเสียงของผู้จ่ายเงินเริ่มเปลี่ยน






