- 03 ก.พ. 2569
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) บุกรวบขบวนการระดมเงินบุญลงทุน 1,000 แลกเงิน 1,000,000 พบมีเงินหมุนเวียนกว่า 600 ล้านบาท
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวบขบวนการระดมเงินบุญลงทุน 1,000 แลกเงิน 1,000,000 พบเงินหมุนเวียนกว่า 600 ล้านบาท
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้ร่วมกันจับกุม “ขบวนการระดมเงินบุญลงทุน 1,000 แลกเงิน 1,000,000” พบเงินหมุนเวียนกว่า 600 ล้านบาท
ร่วมจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 11 ราย ได้แก่
- นางกาญจนาฯ อายุ 57 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 503/2569 ลงวันที่ 27 ม.ค. 69
- นางสาวพรพรรณฯ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 504/2569 ลงวันที่ 27 ม.ค. 69
- นางสาวจิรวดีฯ อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 505/2569 ลงวันที่ 27 ม.ค. 69
- นางสาวศุภากรฯ อายุ 49 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 506/2569 ลงวันที่ 27 ม.ค. 69
- นางธัญมนฯ อายุ 64 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 507/2569 ลงวันที่ 27 ม.ค. 69
- นายณัฐศักดิ์ฯ อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 508/2569 ลงวันที่ 27 ม.ค. 69
- นางปราณีฯ อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 509/2569 ลงวันที่ 27 ม.ค. 69
- นางลำไยฯ อายุ 59 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 510/2569 ลงวันที่ 27 ม.ค. 69
- นางวรวิทย์ฯ อายุ 62 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 511/2569 ลงวันที่ 27 ม.ค. 69
- นางจิราพรฯ อายุ 65 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 512/2569 ลงวันที่ 27 ม.ค. 69
- นายปฐวีฯ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 513/2569 ลงวันที่ 27 ม.ค. 69
ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด, ร่วมกันฟอกเงิน, สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่มีการสมคบกัน”
สิ่งของตรวจยึด
- รถยนต์ จำนวน 4 คัน
- รถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน
- โฉนดที่ดิน จำนวน 22 ฉบับ
- อาวุธปืนพกกึ่งอัตโนมัติ จำนวน 3 กระบอก
- โทรศัพท์มือถือ จำนวน 21 เครื่อง
- โน้ตบุ๊ก จำนวน 1 เครื่อง
- iPad จำนวน 1 เครื่อง
- สร้อยคอทองคำ, สร้อยข้อมือ จำนวน 4 เส้น
- สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 110 เล่ม
- บัตร ATM/บัตรกดเงินสด จำนวน 12 ใบ
- และของกลางอื่น ๆ อีกจำนวน 206 รายการ มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท
พฤติการณ์
สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปลายปี 2568 มีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหลายรายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมตัวกันเดินทางเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. กรณีถูกหลอกลวงชักชวนให้ร่วมลงทุนโครงการที่เรียกว่า “เงินบุญ” อ้างผลตอบแทนสูง กำไรหลายเท่าตัว ภายใต้โครงการ “1,000 บาท แลก 1,000,000 บาท” สร้างความน่าเชื่อถือโดยการแอบอ้างโครงการหลวงฯ ใช้สารพัดมุกหลอกให้โอนเงินจนหมดตัว สุดท้ายไม่ได้รับผลตอบแทนแต่อย่างใด
พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. จึงสั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.วัตรสัณห์ เนตรหาญ สว.กก.3 บก.ป. พร้อมชุดสืบสวน ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว
จากการสืบสวนทราบว่า ขบวนการดังกล่าวเป็นเครือข่ายหลอกลวงประชาชนในลักษณะเป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่กันทำ สร้างเรื่องราวแอบอ้างโครงการสำคัญต่าง ๆ ของรัฐบาล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นโครงการที่ถูกต้อง ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานสำคัญของประเทศ
โดยกลุ่มผู้ต้องหาใช้แอปพลิเคชันไลน์เป็นช่องทางหลักในการติดต่อ จัดตั้งกลุ่มในชื่อ “ลงทุนเงินบุญ” และเปิดหลายกลุ่มควบคู่กัน มีการเปลี่ยนชื่อกลุ่ม เปิด–ปิดกลุ่มอยู่บ่อยครั้ง ภายในกลุ่มมีการจัดประชุมผ่านเสียงและข้อความ เพื่อชักจูง กดดัน และเร่งเร้าสมาชิกให้ร่วมลงทุน อ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ เช่น ลงทุน 1,000 บาท ภายใน 1 เดือน จะได้ผลตอบแทนสูงถึง 1 ล้านบาท
เมื่อถึงกำหนดจ่ายผลตอบแทน กลับอ้างเหตุขัดข้องและเปิด “โปรโมชั่นใหม่” หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเงื่อนไขให้สมาชิกต้องโอนเงินเพื่อรักษาสถานะบัญชี หากไม่โอนเงินตามที่กำหนดจะถูกตัดชื่อออกจากกลุ่ม ส่งผลให้ผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและโอนเงินซ้ำหลายครั้ง
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ กลุ่มผู้ต้องหาจะให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่เตรียมไว้ พร้อมใช้ถ้อยคำในลักษณะเร่งด่วน เช่น “งานด่วน งานลับ งานช่วยผู้ใหญ่” กำหนดเวลาจำกัด หากไม่ร่วมลงทุนจะเสียโอกาส หรือไม่ได้รับเงินคืน หากผู้เสียหายตั้งข้อสงสัย จะถูกลบออกจากกลุ่มหรือบล็อกการติดต่อทันที
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ต้องหายังแอบอ้างว่าเงินที่ระดมได้เป็นเงินค่าตอบแทนจากรัฐบาล หรือเป็นเงินที่ต้องใช้ดำเนินการนำเงินจำนวนมหาศาลจากต่างประเทศกลับเข้าประเทศ โดยอ้างว่าจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานสำคัญ เช่น ศาลโลก กระทรวงการต่างประเทศ และศาลไทย
กลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบและชัดเจน ตั้งแต่แกนนำ แกนนำย่อย เลขานุการจัดการประชุม ฝ่ายการเงิน ไปจนถึงฝ่ายกดดัน เจรจา และข่มขู่ เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายถอนตัวหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย อีกทั้งยังบังคับให้ผู้เสียหายชักชวนบุคคลอื่นเข้าร่วมลงทุน โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องโอนเงินก่อนจึงจะได้รับเชิญเข้าร่วมกลุ่ม
ลักษณะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นขบวนการอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยมีนางกาญจนาฯ นางพรพรรณฯ และนายปฐวีฯ เป็นแกนนำและเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์หลัก และบุคคลอื่น ๆ ตามหน้าที่ในขบวนการ
ที่น่าสลดใจคือ กลุ่มขบวนการนี้มุ่งเป้าไปที่ “ผู้สูงอายุและผู้เกษียณอายุราชการ” ซึ่งมีเงินเก็บบั้นปลายชีวิต หลายรายสูญเสียเงินหลักล้านบาท ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีการลงทุนใด ๆ เกิดขึ้น เงินทั้งหมดถูกโอนหมุนเวียนภายในเครือข่าย และนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว รวมถึงแปรสภาพเป็นทรัพย์สินอื่น
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มขบวนการ พบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์รับโอนเงินจากผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ก่อนจะโอนต่อภายในเครือข่าย เพื่อกระจายและซุกซ่อนแหล่งที่มาของเงิน จากนั้นนำเงินไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งรถยนต์หรู ที่ดิน และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ ในลักษณะปกปิดอำพรางที่มา
การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560–2564 มีผู้เสียหายจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายเฉพาะที่แจ้งความดำเนินคดีแล้วรวมกว่า 6.5 ล้านบาท และยังมีผู้เสียหายเพิ่มเติมอีกประมาณ 30 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ตรวจสอบบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหาพบว่ามีเงินหมุนเวียนรวมสูงกว่า 600 ล้านบาท โดยพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการใช้ชีวิตอย่างหรูหรา กินอยู่สุขสบาย สวนทางกับความเดือดร้อนของผู้เสียหาย
นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มผู้ต้องหายังคงมีพฤติการณ์กระทำความผิดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อฟอกเงิน โดยนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินต่าง ๆ
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติของกลุ่มผู้ต้องหา พบว่าหลายรายเคยมีประวัติการกระทำความผิด อาทิ คดีทำร้ายร่างกาย, ร่วมกันฉ้อโกง, ความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด เป็นต้น
จนกระทั่งเช้าวันที่ 29 ม.ค. 2569 เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม พร้อมด้วยกำลังสนับสนุนจากตำรวจทางหลวง ส.ทล.5 กก.2 บก.ทล. และตำรวจน้ำ ส.รน.2 กก.6 บก.รน. นำกำลังเข้าตรวจค้น 11 จุด ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม, จ.สิงห์บุรี, จ.ปทุมธานี, จ.นนทบุรี และ จ.สุราษฎร์ธานี
ผลการปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 11 ราย พร้อมตรวจยึดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมถึงทรัพย์สินที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าได้มาจากการกระทำความผิด จำนวนกว่า 206 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 250 ล้านบาท
จากการสอบถามผู้ต้องหาซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของขบวนการ ให้การรับสารภาพว่า ได้เข้าร่วมโครงการ “เงินบุญ” ตั้งแต่ปี 2551 ต่อมาเมื่อทราบว่าโครงการไม่สามารถดำเนินการได้จริง จึงอาศัยเทคนิคจากการเข้าฟังสัมมนา ซึ่งในอดีตเคยจัดในฮอลล์ขนาดใหญ่ ก่อนจะปรับรูปแบบมาใช้วิธีการแอบอ้างบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ใหญ่ เดินทางไปต่างประเทศคุยเรื่องหุ้น โดยอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ต้องอาศัยเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายและค่าเดินทาง
ทั้งนี้ เหยื่อส่วนใหญ่ยังคงโอนเงินเข้าร่วมโครงการต่อไป เนื่องจากเสียดายเงินที่ลงทุนไปก่อนหน้า และหลงเชื่อคำชักชวน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เงินที่ได้จากการระดมทุนจะถูกส่งต่อไปยังหัวสายหรือแกนนำของขบวนการ
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพ บางส่วนยังให้การปฏิเสธ
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอเตือนไปยังพี่น้องประชาชน อย่าหลงเชื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง โดยเฉพาะการลงทุนที่แอบอ้างบุคคลสำคัญ หน่วยงานของรัฐ โครงการลับ หรือโครงการพิเศษ ซึ่งมักใช้ถ้อยคำโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหลอกล่อให้โอนเงิน
หากพบพฤติการณ์ต้องสงสัย หรือเชื่อว่าอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป






