หมอเผยเคส "จา พนม" ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดี ชี้ 4 สัญญาณเตือน

หมอเผยเคส "จา พนม" ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดี เปิด4 สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม แน่นท้อง จุกเสียดชายโครงขวาหลังกิน

วันที่ 4 ก.พ. 69  นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้โพสต์ถึงเรื่องดังกล่าว พร้อมเผยสัญญาณเกี่ยวกับโรคมะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 3 เกือบ 4 สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

 

หมอเผยเคส "จา พนม" ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดี ชี้ 4 สัญญาณเตือน

 

โดยระบุว่าจากข่าวที่มีการเปิดเผยว่า คนใกล้ชิดของ จา พนม เคยตรวจพบมะเร็งถุงน้ำดีระยะที่ 3 เกือบ 4 เรื่องนี้สะท้อนว่ามะเร็งถุงน้ำดีถือเป็นโรคที่มาเงียบมากในช่วงแรก ๆ หลายคนไม่มีอาการชัด หรือเข้าใจว่าเป็นแค่นิ่วหรือโรคกระเพาะธรรมดา แต่พอเริ่มมีสัญญาณชัด มักหมายถึงโรคลุกลามแล้ว จึงเป็นมะเร็งที่ตรวจเจอยากและมักพบช้า วันนี้ผมเลยจะพาทุกคนรู้จักสัญญาณเตือนตั้งแต่ต้นครับ

 

หมอเผยเคส "จา พนม" ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดี ชี้ 4 สัญญาณเตือน

 

1.มะเร็งถุงน้ำดีคืออะไร? ทำไมถึงเงียบในระยะแรก
ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะเล็กใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน มะเร็งถุงน้ำดีเกิดจากเซลล์ผนังถุงน้ำดีค่อย ๆ กลายพันธุ์และเติบโตผิดปกติ จุดที่น่ากลัวคือระยะแรกมักไม่มีอาการชัด เพราะถุงน้ำดีเล็กและไม่ค่อยมีเส้นประสาทให้ปวด ทำให้หลายคนรู้ตัวอีกทีตอนโรคลุกลามแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยคือ นิ่วเรื้อรัง ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อบางชนิด อายุที่มากขึ้น และภาวะอ้วนหรือสูบบุหรี่ โรคนี้มักมีการอักเสบสะสมมาหลายปี ดังนั้นคนที่มีนิ่วหรือติ่งเนื้อควรติดตามสม่ำเสมอครับ


2.สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย
มะเร็งถุงน้ำดีไม่ได้เกิดขึ้นทันทีครับ แต่มีตัวกระตุ้นสำคัญ เช่น

  • นิ่วในถุงน้ำดีเรื้อรัง โดยเฉพาะก้อนใหญ่หรือเป็นมานาน ผนังถุงน้ำดีเลยถูกระคายเคืองซ้ำ ๆ จนเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมาได้
  • ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ผนังหนา ผิดรูป
  • ติ่งเนื้อในถุงน้ำดีบางชนิดที่มีความเสี่ยง
  • อายุเพิ่มขึ้น พบมากในคนอายุเกิน 60 ปี
  • เพศหญิงพบมากกว่าผู้ชาย
  • โรคท่อน้ำดีบางชนิด เช่น ท่อน้ำดีตีบหรือโป่งพอง
  • ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงก็มี อ้วน สูบบุหรี่ อาหารไขมันสูงเรื้อรัง สิ่งสำคัญคือ มะเร็งถุงน้ำดีมักจะมี “การอักเสบเรื้อรังนำมาก่อน” ไม่ใช่เกิดจะเป็นขึ้นมาก็เป็นได้เลยนะ

หมอเผยเคส "จา พนม" ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดี ชี้ 4 สัญญาณเตือน

3.อาการที่ควรระวัง โดยเฉพาะ “ปวดท้อง + ตัวเหลือง”
มะเร็งถุงน้ำดีขึ้นชื่อว่าอาการมา “ช้าและไม่ชัด” หลายคนคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นแค่นิ่วหรือกรดไหลย้อน ซึ่งจริงไม่ควรมองข้ามไปแม้แต่นิดเดียวเลย ซึ่งอาการที่อาจเริ่มเจอ ได้แก่

  • แน่นท้อง จุกเสียดชายโครงขวาหลังกิน
  • ปวดท้องด้านขวาบนแบบหน่วง ๆ ไม่หาย
  • คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อ่อนเพลีย

แต่ถ้าเริ่มมีอาการแบบที่ข่าวพี่จาพูดถึง ต้องรีบตรวจทันที ตัวเหลือง ตาเหลือง (ก้อนกดท่อน้ำดี) ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คันตามตัวจากน้ำดีคั่ง ปวดท้องรุนแรงขึ้น หรือคลำได้ก้อน เพราะฉะนั้นการที่ตัวเองมีอาการตัวเหลืองไม่ใช่อาการธรรมดานะ เพราะนี่คือสัญญาณอุดตันของระบบท่อน้ำดีครับ

4.ตรวจเจอได้ยังไง? อัลตราซาวด์คือด่านแรก
การตรวจพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคืออัลตราซาวด์ช่องท้องครับ เพราะไม่เจ็บและเห็นถุงน้ำดีได้ชัด โดยแพทย์จะดูว่ามีผนังหนา นิ่ว หรือติ่งเนื้อผิดปกติหรือไม่ ถ้าสงสัยมากขึ้นอาจต้องตรวจ CT หรือ MRI เพื่อดูการลุกลามไปตับหรือท่อน้ำดี รวมถึงตรวจเลือดดูค่าตับประกอบด้วย

 

หมอเผยเคส "จา พนม" ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดี ชี้ 4 สัญญาณเตือน

 

 

5ติงเนื้อและนิ่วในถุงน้ำดี: เมื่อไหร่ควรผ่าตัด?
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ควรผ่าถ้า
มีขนาด มากกว่า 1 ซม. เป็นต้นไป และก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ

  • อายุเกิน 50–60 ปีร่วมด้วย
  • มีอาการปวด
  • ผนังถุงน้ำดีหนา ฐานกว้าง

และนิ่วในถุงน้ำดีควรผ่าถ้า

  • ปวดซ้ำ ๆ ชัดเจน เคยอักเสบ
  • นิ่วก้อนใหญ่ > 2–3 ซม.
  • มีนิ่วร่วมกับผนังผิดปกติหรือติ่งเนื้อ
  • มักจะพบกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เบาหวานคุมยาก


การผ่าตัดส่วนใหญ่ส่องกล้อง เอาถุงน้ำดีออกทั้งใบ ใช้ชีวิตได้ปกติ เพียงแค่ลดอาหารมันจัดครับจากข่าวของพี่จา พนม ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่า มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่เตือนแรงในระยะแรก แต่พอเริ่มปวดหนัก ตัวเหลือง น้ำหนักลด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลุกลามแล้ว ใครที่มีนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือปวดชายโครงขวาเรื้อรัง อย่าปล่อยผ่านครับ แค่อัลตราซาวด์ตรวจเร็ว อาจช่วยจับโรคได้ก่อนจะสายเกินไปจริง ๆ