- 06 ก.พ. 2569
ตายอมพูดแล้วนำเงินเยียวยา 1.7 ล้านไปทำอะไร หลังโอนให้ลูกผู้เสียชีวิตแค่ 2 แสน ถึงว่าปู่ต้องออกมาร้องขอความเป็นธรรม
กรณีข้อพิพาทเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนเครนก่อสร้างในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง หลังตาของผู้เสียชีวิตได้รับเงินเยียวยาจำนวนกว่า 1.7 ล้านบาท แต่โอนให้หลานชายวัย 10 ขวบเพียง 200,000 บาท โดยอ้างว่านำเงินไปชำระหนี้สินและใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพทั้งหมด ล่าสุดหน่วยงานรัฐเร่งเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเดินหน้าไกล่เกลี่ยเพื่อหาทางออกร่วมกัน
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 จากอุบัติเหตุขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี ถูกเครนก่อสร้างโครงการรถไฟรางคู่ล้มทับ บริเวณอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นหญิงสาววัย 28 ปี ชาวอำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีบุตรชายวัย 10 ขวบ กำลังศึกษาอยู่ชั้น ป.1 และอาศัยอยู่กับปู่และย่ามาตั้งแต่อายุ 1 ขวบ เนื่องจากบิดาของเด็กเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้
กรณีดังกล่าวกลายเป็นกระแสดรามา หลังเงินเยียวยาจำนวนกว่า 1,700,000 บาท ถูกโอนเข้าบัญชีบิดาของผู้เสียชีวิตเพียงผู้เดียว ต่อมานายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้โทรศัพท์ติดตามสอบถามเรื่องการจัดสรรเงินเยียวยา จนมีการโอนเงินให้หลานชายเพียง 200,000 บาท โดยตาของเด็กชี้แจงว่า เงินส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ชำระหนี้สินของลูกสาวและเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพทั้งหมด ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ ถึงความเหมาะสมในการจัดสรรเงิน และขั้นตอนการตรวจสอบทายาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายไพรวัลย์ เทียมเลิศ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านตาสะดำใหญ่ ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง เปิดเผยว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบหมายให้ตนเข้าไปตรวจสอบรายการใช้จ่ายเงินเยียวยา โดยตาของเด็กได้ทำเอกสารแจกแจงว่าได้รับเงินมาประมาณ 1.3 ล้านบาท นำไปไถ่ถอนที่นา 300,000 บาท ชำระหนี้สหกรณ์ หนี้สินส่วนตัว และหนี้รถยนต์ รวมเป็นเงินเกือบ 2 ล้านบาท ทั้งนี้ พบรายการที่น่าสงสัยคือค่าจัดงานศพที่ระบุว่าสูงถึง 700,000 บาท
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการประเมินด้วยสภาพการจัดงานศพ คาดว่าค่าใช้จ่ายจริงไม่น่าจะเกิน 450,000 บาท เนื่องจากมีชาวบ้าน หน่วยงานราชการ และผู้มีจิตศรัทธาร่วมช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก รวมถึงเงินฌาปนกิจของหมู่บ้านอีกเกือบ 90,000 บาท จึงตั้งข้อสงสัยว่า รายการหนี้สินต่าง ๆ ที่แจ้งมานั้นเกี่ยวข้องกับสิทธิของหลานชายหรือไม่
ด้านลุงของเด็กชายวัย 10 ขวบ ซึ่งเป็นผู้ดูแลเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก เปิดเผยว่า ไม่ทราบจำนวนเงินเยียวยาที่แท้จริง แต่หากมีเงินส่วนนี้ ก็ควรเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้หลาน โดยเงินควรเข้าบัญชีของเด็กและถอนใช้ได้เมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ส่วนผลการเจรจาจะออกมาอย่างไร ตนไม่กังวล และยืนยันว่าจะดูแลหลานต่อไปตามปกติ
ขณะที่นางปิยนาฏ เสงี่ยมศักดิ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้เชิญตาของเด็กและผู้ปกครองฝ่ายพ่อ เข้าพบอัยการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อไกล่เกลี่ยหาทางออกร่วมกัน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก และหวังให้เด็กยังคงได้รับการดูแลจากทั้งปู่และตาเหมือนเดิม ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยเบื้องต้นเป็นไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอข้อสรุปอย่างเป็นทางการต่อไป ขณะที่ตาของเด็กยังคงปฏิเสธให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนในขณะนี้






