- 14 ก.พ. 2569
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวบหนุ่มเปิดบัญชีม้าให้กับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบหมายจับติดตัวอื้อ รวม 7 หมายทั่วประเทศ
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ร่วมกันจับกุม นายชูชาติฯ อายุ 39 ปี ความผิดเปิดบัญชีม้าให้กับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 57/2569 ลงวันที่ 19 มกราคม 2569
ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชี โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน หรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด”
สถานที่จับกุม บริเวณซอยวชิรธรรมสาธิต 54 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์ทางคดี เมื่อช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 ผู้ต้องหาได้เดินทางไปที่ประเทศกัมพูชา โดยเดินทางผ่านทางช่องทางธรรมชาติ เพื่อไปเป็นคนขับรถให้กับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ และจากคำให้การผู้ต้องหาได้มีการเปิดบัญชีธนาคาร และบัญชีทรูวอลเล็ทจำนวนหลายบัญชีให้กับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่นำมาใช้หลอกผู้เสียหาย ก่อนหนีตายข้ามแดนกลับไทย ช่วงที่มีการสู้รบกันระหว่างไทย-กัมพูชา โดยรูปแบบการหลอกลวงของกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว เป็นการโพสต์ขายกระเป๋ามือสองผ่านทางโซเชียลมีเดีย หากสนใจจะเชิญเข้ากลุ่ม Line Open Chat และลวงให้ทำภารกิจขายของด้วยการโอนยอดเพื่อเปิดร้านในครั้งแรกเป็นเงินจำนวนหลักร้อย และจะได้ค่าตอบแทนกลับมาพร้อมกำไร ต่อมาก็หลอกผู้เสียหายว่าโอนเงินเพิ่มทำยอดเพิ่มเพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินไปอีก แต่กลับไม่ได้ผลตอบแทนเหมือนที่ผ่านมา จึงรู้ว่าถูกหลอก ความเสียหายประมาณ 18,900 บาท
พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี จึงได้ขออนุมัติหมายจับนายชูชาติฯ และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายชูชาติฯ โดยเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
จากการตรวจสอบประวัติคดีอาญาของผู้ต้องหา ยังพบว่ามีหมายจับเพิ่มอีก 6 หมายจับ ดังนี้
หมายจับศาลจังหวัดลพบุรี ที่ จ.5/2569 ลงวันที่ 12 ม.ค. 69 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ” ลักษณะพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายโดนหลอกลวงลักษณะเหมือนกับกรณีในพื้นที่ จ.นนทบุรี คือโดนหลอกลวงให้เปิดร้านขายของออนไลน์และโอนเงินทำยอดเพื่อรับผลกำไรเพิ่มขึ้น มูลค่าความเสียหายรวม 325,000 บาท
หมายจับศาลจังหวัดนาทวี ที่ 703/2568 ลงวันที่ 26 ธ.ค. 68 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนในการที่ผู้อื่นร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ” ลักษณะพฤติการณ์คือมิจฉาชีพหลอกให้เปิดร้านขายของออนไลน์และมีการโอนเงินทำยอดเพื่อรับผลกำไรเพิ่มขึ้น มูลค่าความเสียหายรวม 207,500 บาท
หมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ที่ 1377/2568 ลงวันที่ ธ.ค. 68 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ” ลักษณะพฤติการณ์ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกขายบัตรคอนเสิร์ตผ่านทางโซเชียล แต่ไม่ได้รับของ มูลค่าความเสียหายรวม 40,000 บาท
หมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.1336/2568 ลงวันที่ 25 ธ.ค. 68 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ” ลักษณะพฤติการณ์คือมิจฉาชีพหลอกให้เปิดร้านขายของออนไลน์และมีการโอนเงินทำยอดเพื่อรับผลกำไรเพิ่มขึ้น มูลค่าความเสียหายรวม 17,910 บาท
หมายจับศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ จ.732/2568 ลงวันที่ 23 ธ.ค. 68 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ” ลักษณะพฤติการณ์คือมิจฉาชีพหลอกให้เปิดร้านขายของออนไลน์และมีการโอนเงินทำยอดเพื่อรับผลกำไรเพิ่มขึ้น มูลค่าความเสียหายรวม 150,000 บาท
หมายจับศาลจังหวัดลำพูน ที่ 549/2568 ลงวันที่ 14 พ.ย. 68 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ฉ้อโกงฯ” ลักษณะพฤติการณ์คือมิจฉาชีพโพสต์ให้กู้เงินผ่านทางช่องทางออนไลน์ และผู้เสียหายไปพบจึงได้ติดต่อไปกู้เงิน โดยทางมิจฉาชีพอ้างว่าจะต้องมีการโอนยอดค่าดำเนินการก่อน ถึงจะสามารถถอนยอดเงินกู้ได้ ทางผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินไปให้มิจฉาชีพ มูลค่าความเสียหายรวม 85,000 บาท
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่าได้เปิดบัญชีธนาคารและบัญชีทรูวอลเล็ทให้ผู้อื่นนำไปใช้งานจริง โดยได้เดินทางไปดำเนินการที่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา) เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนภัย การเปิดบัญชีม้าหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชี/เบอร์โทรศัพท์ไปกระทำความผิด มีโทษจำคุกสูงถึง 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหมายจับจะถูกออกตามจำนวนผู้เสียหาย หากมีคนถูกหลอกหลายราย ท่านอาจถูกออกหมายจับพ่วงหลายคดีเหมือนในเคสนี้ ซึ่งต้องเดินสายสู้คดีทั่วประเทศ ไม่คุ้มกับเงินค่าจ้างเพียงไม่กี่ร้อยบาท






