เลขา รมว.พม. แจงแล้ว ปมสมาคมฌาปนกิจหลายแห่งส่งหนังสือเลิกกิจการ

เลขา รมว.พม. แจงแล้ว ปมสมาคมฌาปนกิจหลายแห่งส่งหนังสือเลิกกิจการ ยันไม่กระทบสมาคมอื่น ยังเหลืออกว่า 3,839 แห่ง

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 กระแสความกังวลแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ประกาศจากนายทะเบียนกลาง เรื่องการเพิกถอนสถานะสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่งในหลายจังหวัด สร้างความตกใจให้กับประชาชนจำนวนมากที่เป็นสมาชิกและส่งเงินสมทบมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหวั่นเกรงว่าเงินออมเพื่อวาระสุดท้ายของชีวิตอาจไม่ปลอดภัย

รายชื่อสมาคมที่ถูกยกเลิก อาทิ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย, สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินด่านขุนทด และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของผู้ฝากเงิน ธ.ก.ส. สาขาศรีสะเกษ เป็นต้น ส่งผลให้สมาชิกในพื้นที่อื่น ๆ ต่างตั้งคำถามถึงเสถียรภาพของสมาคมที่ตนสังกัด และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน

 

เลขา รมว.พม. แจงแล้ว ปมสมาคมฌาปนกิจหลายแห่งส่งหนังสือเลิกกิจการ

 

เลขา รมว.พม. แจงแล้ว ปมสมาคมฌาปนกิจหลายแห่งส่งหนังสือเลิกกิจการ

ต่อมา นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงว่า การยกเลิกสมาคมในแต่ละพื้นที่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขาดความพร้อมในการดำเนินงาน สมาชิกทยอยลาออกจำนวนมาก การค้างจ่ายเงินสงเคราะห์ การมีภาระหนี้สะสมสูง หรือการไม่ส่งงบดุลตามกำหนด รวมถึงกรณีที่คณะกรรมการไม่ครบองค์ประชุมตามระเบียบ

เลขา รมว.พม. แจงแล้ว ปมสมาคมฌาปนกิจหลายแห่งส่งหนังสือเลิกกิจการ

 

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ทั่วประเทศมีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์กว่า 4,800 แห่ง โดยในช่วงที่ผ่านมา มีการยกเลิกเพียงประมาณ 10 แห่ง ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับสถิติตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปัจจุบัน ที่มีการเพิกถอนสถานะไปแล้วราว 1,000 แห่ง และขณะนี้ยังมีสมาคมที่ดำเนินงานอยู่ประมาณ 3,800 แห่ง

สำหรับข้อห่วงใยว่าการยกเลิกจะลุกลามเป็นวงกว้างหรือไม่ นายกองตรี ดร.ธนกฤต ยืนยันว่า แต่ละสมาคมบริหารจัดการอย่างอิสระและแยกจากกัน หากพบปัญหาจะดำเนินการเฉพาะแห่งนั้น ไม่กระทบต่อสมาคมอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง

ส่วนกรณีสมาชิกที่ได้ส่งเงินสมทบไปแล้ว จะมีขั้นตอนการชำระบัญชีตามกฎหมาย โดยตรวจสอบทรัพย์สินและภาระหนี้สินอย่างละเอียด ก่อนเฉลี่ยทรัพย์คืนให้สมาชิกตามเงื่อนไข

 

พร้อมย้ำว่าควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และไม่ตื่นตระหนกกับข่าวที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ