รวบจีนเทา ทลายแก๊งสแกมเมอร์ ขู่เหยื่อ 10 ล้าน ยึดทรัพย์คืนเกลี้ยง

ตร.ไซเบอร์เปิดปฏิบัติการทลายแก๊งสแกมเมอร์ วิดีโอขู่โอนเงิน เหิมสั่งเหยื่อนำเงินสดมาให้กว่า 10 ล้าน ตามรวบจีนเทาพร้อมยึดทรัพย์-อายัดคริปโต

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ ร่วมกับ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 แถลงผลการปฏิบัติการทลายแก๊งสแกมเมอร์ video call ขู่โอนเงิน พร้อมสั่งให้เหยื่อนำเงินสดเกือบ 10 ล้านไปวางตามสถานที่ที่นัดหมาย

 

รวบจีนเทา ทลายแก๊งสแกมเมอร์ ขู่เหยื่อ 10 ล้าน ยึดทรัพย์คืนเกลี้ยง

รวบจีนเทา ทลายแก๊งสแกมเมอร์ ขู่เหยื่อ 10 ล้าน ยึดทรัพย์คืนเกลี้ยง

 

โดย พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า คดีดังกล่าวเริ่มจากมีผู้เสียหายเป็นชายวัยเกษียณ ถูกมิจฉาชีพโทรอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากค่ายมือถือ พร้อมกล่าวหาว่าผู้เสียหายใช้บัตรประชาชนเปิดซิมการ์ดเบอร์โทรศัพท์ใช้ทำผิดกฎหมาย ผู้เสียหายก็หลงเชื่อ มิจฉาชีพจึงให้ผู้เสียหายแอดไลน์และวิดีโอคอลคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอม ซึ่งได้มีการพูดคุยหลายครั้งจนผู้เสียหายหลงเชื่อ จากนั้นจึงถูกกลลวงให้โอนเงิน อ้างว่าเพื่อนำไปตรวจสอบ จำนวน 2 ครั้ง รวม 175,834 บาท

ปรากฏว่า บัญชีของมิจฉาชีพถูกระงับจากมาตรการของทางรัฐ เพราะต้องสงสัยว่าเป็นบัญชีม้า คนร้ายจึงเปลี่ยนแผนให้ผู้เสียหายนำเงินสดไปวางตามสถานที่ที่นัดหมาย เช่น หน้าบ้าน หรือลานจอดรถ โดยคนร้ายจะ video call ตลอดเวลาเพื่อสั่งการ โดยเฉพาะที่ลานจอดรถ เมื่อผู้เสียหายไปถึง จะมีชายสวมหน้ากากอนามัยมาเคาะกระจกเรียก ก่อนสั่งผู้เสียหายหันกล้องไปยังบุคคลที่มารับเงิน โดยไม่ให้ผู้เสียหายมอง ก่อนจะรับเงินสดแล้วเดินทางหนีไป จากนั้นก็จะข่มขู่ไม่ให้ผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ให้ใครฟัง ผู้เสียหายหลงเชื่อและนำเงินสดไปวางให้คนร้ายกว่า 7 ครั้ง เป็นเงิน 9,040,000 บาท รวมความเสียหายทั้งสิ้น 9,215,834 บาท

 

รวบจีนเทา ทลายแก๊งสแกมเมอร์ ขู่เหยื่อ 10 ล้าน ยึดทรัพย์คืนเกลี้ยง

 

ต่อมาผู้เสียหายจึงได้เข้าแจ้งความกับทางตำรวจไซเบอร์ ซึ่งภายหลังคนร้ายได้นัดหมายให้ผู้เสียหายนำเงินไปวางเพิ่มเติมอีก จึงได้มีการซ้อนแผนและสามารถจับกุมคนร้ายได้เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว

รวบจีนเทา ทลายแก๊งสแกมเมอร์ ขู่เหยื่อ 10 ล้าน ยึดทรัพย์คืนเกลี้ยง

 

ต่อมาทราบว่าชายที่มารับเงินสดเป็นชาวจีน ชื่อ นายซ่ง ซือหยาง อายุ 27 ปี สารภาพว่าได้รับว่าจ้างให้นำเงินไปมอบให้หัวหน้าชาวจีนชื่อ นายเจิ้น คุน ไซ อายุ 59 ปี ที่บ้านพักย่านถนนเย็นจิตร แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร

โดยเช้าวันนี้ หลังจากที่ทางตำรวจไซเบอร์ได้ขยายผลเพิ่มเติม จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวเพื่อติดตามจับกุมชาวจีนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มขบวนการ แต่เบื้องต้นพบว่านายเจิ้นสามารถหลบหนีออกไปได้ แต่พบชาวจีนในบ้านอีก 2 ราย ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำ

นอกจากนี้ยังตรวจยึดและอายัดอุปกรณ์เครื่องมือดิจิทัล และข้อมูลการเข้าถึงบัญชี หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrency และเงินสดที่เชื่อว่าได้จากการกระทำความผิด

 

รวบจีนเทา ทลายแก๊งสแกมเมอร์ ขู่เหยื่อ 10 ล้าน ยึดทรัพย์คืนเกลี้ยง

 

จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า หลังจากกลุ่มคนร้ายได้นำเงินจากผู้เสียหายชาวไทยแล้ว ก็จะนำเงินกลับมาที่บ้านหลังนี้ ก่อนที่จะรวบรวมและนำไปที่ร้านรับแลกเงินซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังดังกล่าว เมื่อแลกเงินเสร็จแล้ว ก็จะนำเงินมาแปลงเข้า cryptocurrency

ทั้งนี้ ในส่วนของร้านรับแลกเงิน แม้ว่าจะมีการเปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ทางเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานที่ชี้ว่าร้านรับแลกเงินมีส่วนรู้เห็น เพราะมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวหลายครั้ง จึงเตรียมที่จะดำเนินคดีกับร้านรับแลกเงินต่อไป

 

รวบจีนเทา ทลายแก๊งสแกมเมอร์ ขู่เหยื่อ 10 ล้าน ยึดทรัพย์คืนเกลี้ยง

 

ด้าน พ.ต.อ.โรจน์ศักดิ์ นัยผ่องศรี ผกก.2 บก.สอท.1 กล่าวเสริมว่า จากการขยายผลผ่านการสื่อสารพบว่า ขบวนการดังกล่าวมาเช่าบ้านหลังดังกล่าวได้ประมาณปีกว่า และพบว่าเพิ่งย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย คาดว่าน่าจะมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยทำเป็นขบวนการ ทั้งส่วนของผู้สั่งการ คนทำหน้าที่รับเงิน และคนทำหน้าที่แลกเงิน โดยยังพบว่ามีอีกหลายจุดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ อีกทั้งเชื่อว่าน่าจะมีคนไทยและคนจีนที่ร่วมขบวนการมากกว่านี้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการขยายผลต่อไป ส่วนคนจีน 2 คนที่พบเจอที่บ้าน พบหลักฐานแน่ชัดว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับคดีนี้ เข้าประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2567

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ยังได้กล่าวปิดท้ายว่า คดีนี้ถือเป็นพัฒนาการของกลุ่มคนร้ายที่แต่เดิมจะใช้เพียงแค่การโอนผ่านบัญชีธนาคาร หรือให้ผู้เสียหายไปแปลงเป็นทองคำ แต่กรณีนี้เป็นแบบ on ground ถึงขั้นให้ผู้เสียหายนำเงินไปวางตามสถานที่ต่าง ๆ ก่อนจะไปรับเงินมาแลกเพื่อแปลงเป็น cryptocurrency ซึ่งยืนยันว่า ขอให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อ ต่อให้อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้วนำเงินไปวางก็ไม่เป็นความจริง เพราะอย่างไรเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจในการอายัดเงินไปตรวจสอบโดยไม่ต้องมีการโอนหรือส่งมอบเงินแบบนี้ ทั้งนี้ หลังจากนี้จะต้องเพิ่มกระบวนการว่า ร้านรับแลกเงินก็ต้องมีความผิดด้วย ไม่ว่าจะรู้เห็นหรือไม่ก็ตาม ซึ่งจะต้องมีการไปพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป