- 23 ก.พ. 2569
อัปเดตล่าสุด ยืนยันแล้วชีวิตจากนี้ "เบ็ตซี่" คู่หู "มอลลี่" ไซบีเรียนถูกเผาจะไปอยู่ที่ไหนต่อหลังมีดราม่าไม่อยากให้อยู่กับเจ้าของปัจจุบันอีกต่อไป
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาบนเฟซบุ๊กคุณเคท เจ้าของเก่าน้องมอลลี่ สุนัขไซบีเรียนถูกเผาที่สงขลาได้โพสต์ชี้แจงทุกประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้น ทั้งสาเหตุของการส่งต่อมอลลี่ และ เบ็ตซี่ ไปยังบ้านใหม่จนกระทั่งเกิดเหตุขึ้น และเรื่องราวดราม่าที่โพสต์ถึงเจ้าของน้องมอลลี่ พร้อมทั้งเปิดเผยชีวิตหลังจากนี้ของ เบ็ตซี่ ที่สูญเสียคู่หูอย่างมอลลี่และอาจมีแผลใจจากสภาพแวดล้อมเดิมว่าจะไปอยู่ที่ไหนต่อ เนื่องจากกระแสสังคมเองก็ไม่ต้องการให้เบ็ตซี่อยู่กับเจ้าของปัจจุบันอีก
คุณเคท โพสต์ข้อความชี้แจงทั้งหมดไว้ว่า
เคทขอเคลียร์เรื่องของตัวเองในโพสต์นี้ โพสต์เดียวตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะหลายเพจเอง จับเรื่องราวไปปะติดปะต่อเอง จนดูวุ่นวายไปหมด และไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด
ตัวเคทเป็นเจ้าของเก่า ของ Betsy และ Molly น้องหมาไซบีเรียนฮัสกี้ ที่กำลังเป็นข่าวเดิมที น้องทั้งสองอยู่ที่ภูเก็ต ในความดูแลของเคทและสามีเก่า และลูกสาวอีก 1 คน และแม่บ้าน
ต่อมาเคทได้มีการเลิกรากับสามี เราต้องแยกบ้านกัน ทั้งตัวลูกสาวเองที่เป็น (ออทิสติก) และน้องหมาทั้งสอง ก็ตกมาอยู่ในความดูแลของเคท ตัวเคทเองเลี้ยง Betsy และ Molly คู่กันมากับลูกสาว ตั้งแต่น้องหมาอายุได้ 4 เดือน จนถึง 2 ปีกว่า ในบ้าน ก็จะมี เคท ลูกสาว และน้อง 2 ตัว
เดิมแล้วเคทป่วยเป็นซึมเศร้า และแพนิคคู่กันมา ตั้งแต่ลูกสาวได้ 8 เดือน จนตอนนี้ลูกสาวได้ 6 ขวบ และได้รับยา จากแพทย์ ทั้งหมด 4 ตัว เดิมอาการซึมเศร้าและแพนิคของเคทมันเสถียรมาตลอด จนแยกทางกับสามี มันสวิงขึ้น จนถึงขั้นคิด ฆตต. แบบไม่มีเหตุผล หลายครั้ง จนหมอต้องปรับยาเพิ่ม เพื่อรักษาความสมดุลของสารเคมีในสมอง และอาการมาหนักสุดช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มันเป็นความเครียดสะสมมาตลอดหลายปี พอช่วงเลิกรา กับสามี และย้ายบ้านออกมาอยู่เองกับลูกสาว (ที่เป็นออทิสติก ตอนนี้ 6 ขวบแล้ว น้องก็ยังไม่พูด อารมณ์รุนแรงเวลาเขาบอกความต้องการไม่ได้) ช่วงเดือนพฤศจิกายน เคทต้องนัดจิตแพทย์ด่วนตอนดึก ของคืนนั้นเลย เพราะรู้สึกเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ และเริ่มมีความคิดที่จะ ฆตต. อีกแล้ว และตอนนั้นอยู่กับลูก 2 คน ต้องรีบให้พ่อเขาเข้ามารับลูกก่อน เพื่อที่เราจะรีบออกไปเจอหมอ แต่รอบนี้มันหนักกว่าทุกรอบที่ผ่านมา (คุณหมอที่เคทเจอเป็นคุณหมอของ รพ. เอกชนนะคะ เพราะถ้าเรามีเหตุเราสามารถโทรหาคุณหมอได้เลย) เพราะเคสมันค่อนข้างเป็นเยอะ จากยา 2 ตัว ขยับมา 3 ขยับมา 4 และได้มีการเพิ่มโดสยาขึ้นเรื่อย ๆ
เคทได้เข้าพบคุณหมอ และเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้คุณหมอฟัง ทางเรื่องยาคุณหมอได้มีการปรับโดสขึ้น และชี้แจงสาเหตุว่าทำไมแพนิคและซึมเศร้ามันถึงมากขึ้น ด้วยปัญหาที่เราแบกมาหลายปี แล้วปัญหามันโถมเข้าใส่ในช่วงที่เราแยกทางกับสามี และการที่เราป่วยระดับนี้ และต้องแบก 4 ชีวิต ตัวหมอเองมองว่ามันหนักเกินไปสำหรับอาการของเรา
ถ้าเรายังไม่ปรับสภาวะแวดล้อมตรงนี้ มันจะร้ายแรงกว่านี้ ซึ่งตัวคุณหมอเองแนะนำเคทว่า "คุณเคทตอนนี้ฟังหมอ และวางทุกอย่างลงก่อน เอาตัวเองก่อนนะ ตัวเองป่วย แล้วต้องดูแลลูกที่ป่วย แล้วน้องหมาไซบีเรียนอีก 2 ตัว สำหรับหมอเองเป็นเรื่องที่หนักนะ พ่อ-แม่ปกติดูแลลูกที่ป่วยยังเหนื่อยเลย อย่าว่าแต่ลูกที่ป่วยเลย เด็ก ๆ ปกติ นี่ก็เหนื่อยแล้ว แต่ตัวคุณเคทเองแบกไว้เองทุกอย่างในสภาวะจิตใจแบบนี้ไม่ได้" คุณหมอแนะนำให้เคทลองคุยกับทางครอบครัวดู เพื่อที่จะรับตัวลูกสาวไปดูแลก่อน แนะนำว่า พอจะมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ รักน้องและมีกำลังพอสามารถรับเลี้ยงน้องหมาทั้ง 2 ก่อนได้มั้ย แล้วให้ออกจากสภาพแวดล้อมเดิม ๆ คือ ภูเก็ต ไปอยู่ที่ใหม่ เพื่อเคลียร์ตัวเองก่อน เพราะถ้าไม่ปล่อยสิ่งที่แบกลง จุดจบทุกคนน่าจะทราบดี
เคทเริ่มโทรหาครอบครัว และเล่าปัญหาให้ฟัง ไม่ใช่แค่ทางครอบครัว แต่รวมถึงทางญาติด้วย เพื่อช่วยเคทจัดการ วางลำดับให้เคทหน่อย เพราะตอนนั้นเองตัวเคทไม่สามารถวางลำดับความคิดของตัวเองได้เลย น้อง 2 ลูกพี่ลูกน้อง 2 พ่อและแม่ 6 คนนี้เป็นคนเข้ามาเรียงลำดับความคิด และทำแพลนให้เคท เพราะเคทตอนนั้นไม่สามารถทำเองได้ ตัวเคทเองคือ คิด นั่ง และเหม่อ เฉย ๆ เพราะจัดลำดับความคิดไม่ได้แล้ว
ตาและยายและน้องสาวคนกลาง รับลูกสาวไปเลี้ยงให้ โดยที่น้องสาวทั้ง 2 คนต้องลงมารับหลาน เพราะตัวเคทเอง เรียกว่าอ๊องได้มั้ย เกินกว่าที่จะไปส่งลูกได้
พอขยับมาเรื่องน้องหมา บ้านของพ่อและแม่เคทเองติดถนนเส้นหลัก ไม่มีรั้วรอบขอบชิด มันเป็นอันตรายกับน้องหมาเอง เพราะสิ่งที่เราเป็นห่วงมากคือรถชน
ตอนนั้นตัวเคทเองยังไม่ปล่อยน้องหมานะ พยายามหาบ้านที่กรุงเทพที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ มันมีบ้านนะ แต่เขาไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ บางหลังเลี้ยงสัตว์ได้ แต่ไม่รับไซบีเรียน เพราะเขากังวลเรื่องเฟอร์นิเจอร์ พอลูกพี่ลูกน้องรู้ เพราะเราเข้าไปปรึกษาเรื่องหมา เรื่องบ้าน ขอเอาน้องไปไว้ที่บ้านเขาได้มั้ย เพราะบ้านเขาบริเวณเยอะมาก มันก็มีปัญหาอีก เพราะบ้านเขาในกรุงเทพบริเวณเยอะก็จริง แต่ข้างหลังมันเป็นคลอง น้องสามารถว่ายออกไปได้เลยนะ ถ้ามันหนีไปมึงจะไปหามันส่วนไหนของกรุงเทพ เพราะไซมันไปข้างหน้าอย่างเดียว มันไม่หันหลังกลับนะ เขาก็มาเตือนสติเราอีกรอบ "ทำไมไม่ฟังหมอ ถ้ามึงจะแบกอยู่แบบนี้ มึงไม่มีทางหาย รักก็เข้าใจ แต่มึงป่วยจนเรียงลำดับความคิดตัวเองไม่ได้ขนาดนี้ มึงยังจะว่าห่วงนั่นห่วงนี่เต็มไปหมด"
เคทเริ่มจากการทักไปหาฟาร์มน้องหมาที่ภูเก็ตก่อน เพราะเคทคิดว่าตรงนั้นน่าจะมีคนรักไซบีเรียนที่เขาอยากมาซื้อน้องไปเลี้ยง หรือเขาอาจจะมีคอนเนคชั่นกับลูกค้าที่มาซื้อไซจากฟาร์มเขาไปก่อนหน้านี้ เพราะไซบีเรียนเองเขาชอบอยู่เป็นฝูง และคนมาซื้อไซก็ต้องแปลว่าเขารักหมา หรือคนที่เขารักหมาอยากรับเขาไปเลี้ยง ว่าช่วยหาบ้านใหม่ให้เด็ก ๆ หน่อยได้มั้ยคะ เด็ก ๆ มีบ้านน็อกดาวน์ที่มีไฟกับพัดลมในตัว มุ้งกันยุง ก็ส่งรูปให้เขาไป และบอกเหตุผลถึงความจำเป็นของเราไป เขาก็ช่วยนะ เพราะตัวเราไม่กล้าหาเอง เราไม่รู้ว่าคนไหนรักจริง คนไหนเอาไปทำอะไร
มีพี่คนหนึ่งทักมา จากลพบุรี แถว ๆ นั้นแหละ เคทจำไม่ได้ เขามีไซอยู่แล้ว ติดต่อมาจากพี่เจ้าของฟาร์มคนนี้นะ อยากรับเลี้ยงเด็ก ๆ ก็มีการคุยกันในระดับหนึ่ง แต่มันมีปัญหาอะไรสักอย่างที่เขาไม่ได้รับไป
เคทก็ทักไปหาน้องสาว ว่าหาบ้านให้เด็ก ๆ ยังไม่ได้เลย มีเพื่อนมั้ยที่ไว้ใจเลี้ยงได้ รั้วรอบขอบชิด มีเวลาพาไปเดิน มีบริเวณให้เขาวิ่ง แล้วเขารักสัตว์ เพราะตัวเคทเองก็หาเพื่อนตัวเองหมดแล้ว ส่วนใหญ่ก็อยู่กรุงเทพและอยู่คอนโดกันแทบทั้งหมด สรุปน้องสาวทักกลับมา มีพี่คนหนึ่งนะอยู่สงขลา เคยเป็นครูที่โรงเรียนนี่แหละ ตอนนี้เขาย้ายกลับไปที่สงขลาแล้ว เขาอยากได้ไซพอดี บ้านเขารั้วรอบขอบชิดนะ มีที่ให้วิ่งเล่น แล้วที่บ้านมีไซผสมบางแก้วด้วยหนึ่งตัว
เคทก็ถามรายละเอียดว่า เป็นหมู่บ้าน เป็นทาวน์เฮาส์ เป็นอะไร ติดถนนหลักมั้ย ก็มีการส่งรูปบ้าน บริเวณบ้าน และรูปน้องพารวย น้องหมาอีกตัวให้ดู ก็มีการถามเพิ่มว่าพี่พารวยเขาดุมั้ย จะเข้ากันได้รึเปล่า พี่พารวยก็ไม่ดุ และน้องสาวก็แจ้งว่า บ้านพี่เขาไม่ได้อยู่ในโครงการบ้าน แต่เป็นบ้านปกตินี่แหละ และบ้านมีที่วิ่งกว้าง มีรั้ว มีประตู และพี่เขาใจดี
พอได้ฟังแบบนี้ ได้เห็นรูปบ้าน บริเวณบ้าน น้องหมาอีกตัว และเจ้าของใจดี เราเองก็อุ่นใจ ไม่ต้องเป็นกังวลอะไรมากมาย
ถ้าแบบนั้นก็ตกลงให้พี่เขารับดูแลต่อนะ ก็มีการแอดไลน์ครูหลิวไป
แล้วครูหลิวก็ส่งรูปเพิ่มเติมให้ รูปบริเวณบ้าน รูปพี่พารวย
ทางเคทก็แจ้งกับทางครูหลิวว่า "เคทมีบ้านน็อกดาวน์ของน้องนะคะ หลังใหญ่เลย มีไฟมีพัดลมข้างใน เคทจะส่งไปให้ทั้งหมดเลย จากภูเก็ต" เคทก็จัดการจ้างรถสไลด์จากภูเก็ตไปสงขลาในราคา 15,000 เพื่อส่งต่อ Betsy กับ Molly ให้ในฝั่งครูหลิว มีที่เป่าขน 2 มอเตอร์ อาหาร ของใช้จุกจิกของน้องหมา ประมาณกลาง ๆ เดือนพฤศจิกายน พอเด็ก ๆ ไปอยู่ ก็จะมีการอัปเดตกันนะ ว่าเป็นยังไงบ้าง
แรก ๆ มีลืมบ้าง ว่าน้องไปแล้ว เช้ามามีเบลอ ๆ จะมาให้อาหาร ก็ส่งคุยกับฝั่งครูหลิว ว่าวันนี้เคทจะลงมาให้อาหารน้อง เคทลืม
ช่วงน้ำท่วม ก็มีการอัปเดต น้ำท่วมถึงบ้านมั้ยคะ ครูหลิวเป็นยังไง เด็ก ๆ เป็นยังไง อาหารมีรึเปล่า รู้สึกคิดถึงก็ส่งข้อความไป ฝั่งครูหลิวก็ส่งรูปมาให้ดู อัปเดตการเข้ากับพี่พารวยได้มั้ย แรก ๆ ก็แปลก ๆ ไม่คุ้นกัน หลัง ๆ ก็เริ่มเล่นกันแล้ว มีอัปเดตรูปครูชัยพาออกไปเดินเล่น พอเห็นแบบนั้น เราที่เป็นเจ้าของเดิมก็โล่งใจไปเลยที่เขาได้บ้านดี
ทีนี้ก็กลับมาจัดการชีวิตตัวเอง เคลียร์ของเคลียร์อะไร ขายของในบ้าน เพื่อย้ายกลับกรุงเทพ เพื่อรักษาโรคที่เราเป็น อยากให้มันหาย เพราะมันก็ 5-6 ปีแล้ว ที่ต้องใช้ยานอนหลับ ยาซึมเศร้า ยาแพนิค
พอวันที่ 16 ที่ผ่านมา ในช่วงกลางคืนดึกแล้วแหละ ตัวเคทเองกำลังจะไปอาบน้ำ มีสายน้องสาวเข้า เราตัดสายทิ้งไปก่อน แล้วส่งเป็นข้อความเสียงไป "ด่วนมั้ย กำลังจะไปอาบน้ำ" น้องสาวส่งกลับมาว่า "รู้เรื่องมอลลี่ยัง" ตอนนั้นใจเคทตกลงไปอยู่ตาตุ่มเลย คิดว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ ถ้าจั่วหัวมาแบบนี้ ก็มีการถามกลับไป "มอลลี่ทำไม มอลลี่เป็นอะไร" น้องสาวก็บอกว่า "ไปดูเฟซครูหลิวเร็ว" ตอนนั้นลนแล้ว เพราะปกติไม่ได้คุยทางเฟซ คุยกันทางไลน์ น้องสาวก็ส่งลิงก์มาให้ กดดู เหมือนโลกถล่มลงมาใส่เลย จากจะไปอาบน้ำ กลับมาใส่เสื้อผ้า และโทรหาครูหลิวตอนนั้นเลย
ครูหลิวพูดมาคำแรก "น้องเคท" คำเดียว หลังจากนั้นเคทร้องยาวเลย คุยกับครูหลิวแทบไม่รู้เรื่อง แล้วแกก็บอกว่าเกิดอะไรขึ้น มันก็มีการคุยรายละเอียดกัน ว่ายังไงบ้าง เกิดอะไรขึ้น ตอนนี้มอลลี่อยู่ไหน อาการเป็นยังไงบ้าง คุณหมอว่ายังไงบ้าง ทางครูหลิวก็แจ้งกับทางเคทว่า "น้องเคทไม่ต้องเป็นห่วงนะ ตอนนี้มอลลี่อยู่กับคุณหมอแล้ว อยู่ในมือหมอแล้ว หมดเวลาเยี่ยมแล้ว พี่หลิวกำลังจะกลับบ้านแจ้งความแล้ว"
เคทตอนนั้นเหมือนทุกอย่างดับไปหมดเลย ดึงสติมา แล้วกลับไปตามดูหน้าเฟซครูหลิวอีกรอบ
แล้วเริ่มอัดคลิปวิดีโอแรก ในหัวตอนนั้นมีอยู่เรื่องเดียว เพราะ ตต. เคทมีผู้ติดตามเกือบ 8 แสน เฟซ 1.3 แสน อินสตาแกรมอีกเกือบ 3 หมื่น
"เรื่องมอลลี่จะต้องไม่เงียบ คนทำต้องชดใช้" เคทคิดอยู่แค่นั้นในตอนนั้น และลงคลิปแรกทั้งหมด 3 ช่องทาง เคทพยายามส่งข้อความติดกัน 3-4 ข้อความ ของคืนนั้นส่งเวลาห่างกันจนถึงเช้า ถึง 07.59 เพื่ออยากรู้อาการมอลลี่ และแจ้งครูหลิวว่ามีอะไรบอกเคทนะ เคทซัพพอร์ตเต็มที่
พอ 08.28 ครูหลิวโทรเข้ามา ตัวเคทอยากลงไปตอนนั้นเลย แล้วครูหลิวแจ้งเคทว่า "วันนี้หาดใหญ่หยุดตรุษจีน รพ.ปิด เข้าเยี่ยมไม่ได้" เคทก็เริ่ม search หาเลย "โรงพยาบาลสัตว์ มอ.หาดใหญ่" หาเบอร์หาช่องทางติดต่อ แล้วก็โทรไป ปลายสายมันก็ตัด ตู๊ด ๆ ๆ ไป เพราะว่ามันหยุด..
ประมาณ 15.32 ครูหลิวส่งกระดาษมา เป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อกับทางคุณหมอเจ้าของเคสมอลลี่ "วันนี้พี่หลิวได้โทรหาคุณหมอแล้ว คุณหมอบอกว่าอาการยังวิกฤติ บอกไม่ได้เลยน้องเคท ต้องดูเป็นวัน ๆ ไป"
ตัวเคทนะ มันสติหลุด ร้องไห้ ๆ เข้าไม่ได้ ๆ ๆ ๆ ทำไมหยุดตรุษจีน มีหยุดตรุษจีนด้วยหรอ เคทไม่เคยรู้เลยว่ามีหยุดตรุษจีนที่หาดใหญ่ คือเขาหยุดกันหมดเลย มันเยี่ยมวันนี้ไม่ได้
แต่พอไป ๆ มา ๆ มันนั่งอยู่ที่กรุงเทพไม่ติดแล้ว เคทก็จองตั๋วบินคืนนั้นเลย เลื่อนงานลูกค้าหมดเลย หยิบมาแต่กระเป๋า/ยา/กระเป๋าตัง กางเกงในตัวหนึ่ง แค่นั้นเลย อย่างอื่นไปหาเอาข้างหน้า เพื่อที่จะมานอนรอเข้าเยี่ยมตอน 10.30 บอกน้องที่รู้จักที่หาดใหญ่ ว่าบินวันนี้นะ เครื่องก็ดีเลย์เพราะฝนตก ลมแรง น้องเขาก็มารับที่สนามบิน แล้วให้เขาพาจากสนามบินตรงมาที่ มอ.หาดใหญ่ เขาขึ้นป้ายว่าปิด
เคทเดินลูบหน้ากระจกตรงนั้น ส่องดูว่ามีใครมั้ย มีหมวก รปภ. แต่พี่ รปภ. ไปไหน สักพักแกเดินมาจากข้างหลัง ก็มีการสอบถามเรื่องการขอเข้าไปข้างใน แต่มันไม่ได้ เพราะมันเป็นหน่วยงานรัฐ แกเดินไปแล้ว เราก็จี้น้องว่า "ช่วยคุยกับแกหน่อยได้มั้ย กูกลัวมอลลี่มันจะไม่อดทนจนถึงพรุ่งนี้เช้า ถ้าเกิดมันกำลังแข็งใจรอกูอยู่ล่ะ" น้องเขาก็สื่อสารภาษาใต้ให้ ตอนแรกเหมือนพี่ รปภ. แกอ่อนลง หลังจากได้ยินว่า "พี่เขากลัวว่าน้องจะไม่อยู่ถึงพรุ่งนี้เช้า ขอให้เขาเข้าไปดูสักนิดได้มั้ย" เอารูปให้เขาดู น้องหมาแบบนี้ วิกฤติ เขาอยู่ตรงไหนหรอคะ พี่แกเองก็ไม่รู้ เหมือนจะให้เข้า แต่มันก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นสถานที่ราชการ
ก็เลยคุยกับน้องเขาว่า "มึง ลองดูดิ๊ว่ามันมีรูไหนแอบเข้าไปได้บ้าง ถ้าเขาจับกูไปส่งตำรวจ ค่อยเอาเงินกูมาประกันตัวกูนะ" แต่มันก็ไม่มีที่เข้าหรอก ก็เลยเอามือจับกระจก แล้วอธิษฐานในใจ อยากสื่อให้มอลลี่รู้ว่า "มามิ๊อยู่ตรงนี้นะมอลลี่ อยู่ตรงนี้ อยู่หาดใหญ่เลย อยู่ตรงโรงพยาบาล อยู่ตรงหน้าประตู อยู่ตรงนี้แล้วลูก" นั่งอยู่สักพัก น้องเขาก็ชวนกลับ พรุ่งนี้เราค่อยมาหาเขา
เช้าวันรุ่งขึ้น ก็เข้าไปหาเขา หมดเวลาหมอเชิญออก เยี่ยมได้ช่วงบ่าย กลับเข้าไปอีก จนหมอเชิญออก ก็ตั้งแต่วันที่มา เคทก็เช่าโรงแรมติดกับ มอ.หาดใหญ่เลย
เช้ามากาแฟแก้วหนึ่ง ถึงเวลาเยี่ยม เดินไปเฝ้า คุยกับเขาจนหมดเวลาเช้า ไปหากาแฟต่ออีกแก้ว เวลาบ่ายเข้าไปต่อ เวลาเยี่ยมถึง 15.30 เคทอยู่ถึง 6 โมงเย็น หมอเขาน่าจะเห็นใจแหละ แต่พอมันถึงเวลาเย็นจริง ๆ หมอก็แจ้งให้กลับก่อน เพราะเขาต้องวางแพลนรักษาต่อ พอเช้าเข้าไป หมอก็จะมีการแจ้งว่า "เมื่อคืนที่ผ่านมามอลลี่เป็นยังไงบ้าง" ก่อนกลับตอนเย็น หมอก็จะมาอัปเดต "ระบบร่างกายตอนนี้เป็นยังไงบ้าง"
มันจะมีวันที่มอลลี่ต้องให้เลือด เคทก็ฟังหมออธิบายว่ามีผลข้างเคียงอะไรยังไง แล้วเขาก็ให้เคทเซ็นยอมรับผลการให้เลือด ส่วนตัวครูหลิวกับสามี เขาไปอีก รพ. หนึ่ง เพื่อเทียบเลือด แล้วเอาเลือดกลับมา
เช้าวันหนึ่ง เคทเข้าไป คุณหมอเข้ามาชาร์จเลย "เมื่อกี้มีคนเข้ามาเยี่ยมมอลลี่ บอกว่าเป็นญาติ หัวเกรียน ผิวคล้ำหน่อย มีมั้ย?" ประเด็นคือถามว่ามอลลี่เสียรึยัง เคทก็รีบโทรหาครูหลิวเลย ว่าใช่ญาติครูหลิวมั้ย พอได้คำตอบว่าไม่ใช่ ก็ย้อนกลับไปตรงเคาน์เตอร์ สอบถามพี่ที่อยู่ตรงนั้น "คุณหมอบอกเมื่อกี้มีคนมาขอเยี่ยมมอลลี่หรอคะ ขอดูกล้องวงจรปิดได้มั้ย เพราะฝั่งเรากลัวเป็นคนร้าย" ก็แจ้งพี่ตรงเคาน์เตอร์ไปว่า นอกจากเคท ครูหลิว และครูชัย ไม่ให้ใครเข้านะคะ เพราะเรามี 3 คน เขาก็รับทราบ
แล้วเรื่องกล้องวงจรปิด พี่เขาแจ้งเคทว่า "พรุ่งนี้ให้น้องมาเซ็นเอกสารนะที่ชั้น 2 เพื่อขอดูกล้องวงจรปิด" เคทก็รับทราบ
ช่วงเช้าเยี่ยมมอลลี่ คุณหมอมาพร้อมข่าวร้ายมาอีก "มอลลี่ลิ่มเลือดอุดตัน ขาขวาม่วงไม่มีเลือดเลี้ยง จับชีพจรไม่เจอทั้งหน้า-หลัง ต้องส่งเลือดตรวจ แต่รอบนี้จะใช้กล้องนับ เพราะเครื่องบางทีมันอาจจะอะไรสักอย่าง" หมดเวลา เคทก็ออก
พอออกมาจาก รพ. สักพัก ครูหลิวโทรมา "น้องเคท ในหลวงท่านทรงเห็นข่าวมอลลี่ แล้วจะรับมอลลี่ไปดูแลต่อที่กรุงเทพ" เราก็ดีใจกันนะ เคทก็นั่งลงตรงนั้นเลย ทำรูป แล้วก็ลงเลย เพื่อให้คนที่ติดตามมอลลี่รู้ว่า ในหลวงท่านทราบเรื่องแล้ว
ช่วงบ่าย พอถึงเวลาก็กลับเข้าไปเฝ้าเหมือนเดิม ก็มีทางกรมปศุสัตว์จังหวัดเข้ามาติดตามอาการ มีคนของเสด็จมาถ่ายรูป มาถามเรื่องน้องกับเคท กับคุณหมอด้วย หมอก็เข้ามาแจ้งแพลนการส่งตัว หมอทำแบบนี้นะ ผลการรักษา 1-2-3-4 หมอจะส่งต่อไปให้อาจารย์หมอที่ ม.เกษตร เป็นอาจารย์ของหมอเอง ท่านเก่งมาก ท่านตามเสด็จไปรักษาตรงนั้นตรงนี้ แพลนทางฝั่งนู่นเขาโทรข้ามาที่โรงพยาบาล จะส่งเครื่องบินออกจากกรุงเทพมา 8 โมง ถึงหาดใหญ่ราว ๆ 9 โมง
แต่หมอต้องแจ้งตรง ๆ นะ ว่าตอนนี้อาการมอลลี่วิกฤติ ระบบร่างกายล้มเหลว ส่งเลือดตรวจไปแล้ว ผลออกมาตอนเย็น ถ้าค่าเลือดยังอยู่ในเกณฑ์ให้ยาสลายลิ่มเลือดได้ หมอก็จะให้ แต่ถ้าอยู่ในระดับ 3 แล้ว ต้องทำใจนะ "สุดทางหรอคะหมอ" แกก็ตอบว่า "ใช่"
6 โมงหมดเวลา เคทก็โทรหาครูหลิว หมอบอกแบบนี้นะ (ตรงนี้เคทต้องอธิบายก่อนว่า เวลามีอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น เขาจะโทรติดต่อเจ้าของปัจจุบันเพียงคนเดียว) กลางคืนก็ยังมีการโทรหาครูหลิว "เคทหวังอย่างเดียวเลยค่ะ เคทขอให้ผลเลือดออกมาในระดับที่สามารถให้ยาสลายลิ่มเลือดได้ แล้วหวังว่ามอลลี่จะสู้จนถึงเช้า" ก็ยังมีการให้กำลังใจกันปกติ
ทางครูหลิวเองก็คุยเรื่องเลขาสำนักพระราชวังโทรมา กำหนดการเรื่องส่งมอลลี่ เลื่อนเป็น 10 โมง ให้ใช้เครื่องบินเล็กของทหาร เอาตัวมอลลี่จาก มอ. ไปขึ้นตรงนี้ ในหลวงให้เวลา 15 นาทีในการเคลื่อนย้าย
ครูหลิวกับครูชัยตามมอลลี่ไปนะ น้องเคทจะบินกลับกี่โมง ก็บอกแกไปว่า "ครูหลิว ไปกี่โมงอัปเดตเคทหน่อยนะคะ เคทจะจองตั๋วบินตามไป แล้วเข้าไปที่ ม.เกษตรเลย"
เคทเองก็นอนไม่หลับจนถึง 6 โมงเช้า แล้วเผลอหลับไป
มีสายน้องคนที่ไปรับที่สนามบินโทรมา "เจ๊เห็นยัง มอลลี่ไปแล้วนะ" ตัวน้องเองเขารู้ว่าเราไม่ได้นอนจนเช้า ก็เลยถามกลับไปว่า "รู้ได้ยังไง?" "เฟซครูหลิวเขาลงไปเป็น ชม. แล้ว เขาไม่โทรบอกเจ๊หรอ??"
ทั้งตัวของเคทเองและครูหลิวก็เสียใจทั้งคู่ เคทเองก็ทั้งเสียใจ อึ้ง ทึ่ง น้อยใจ หลากหลายอารมณ์ไปหมด ยังไม่อยากรบกวนตอนนั้น แค่รู้ว่ามอลลี่ไปแล้ว มองตึก มอ. จากหน้าต่างโรงแรม มันหลากหลายอารมณ์ไปหมด
เคทบอกกับตัวเองนะ โอเคไม่ควรเข้าไปนะ เพราะเคทเองรู้ คนของเสด็จ นักข่าวเอยอะไรเอย เสียใจเอย ไม่ต้องทะเล่อทะล่าเข้าไป รออยู่นี่แหละ
9 โมง สายครูหลิวโทรเข้ามา "น้องเคท มอลลี่เสียแล้วนะ" เคทก็ตอบกลับเขาไป "เคททราบแล้วค่ะ" ถามเรื่องงานฌาปนกิจ เขาติดนักข่าวอยู่ รู้แต่ว่าเดี๋ยวจะติดต่อวัด แต่ยังไม่รู้ว่าวัดไหน แค่นี้ก่อนนะ แล้วเคทก็ไม่ได้ถามอัปเดตต่อจากนั้น เข้าใจว่าเดี๋ยวถ้าคุยกับนักข่าวเสร็จ จองวัดที่ไหนตรงไหน คงอัปเดตมา เพราะเคทไม่ใช่คนในพื้นที่ แล้วปกติเราก็คุยกันทุกวัน วันละ 2-3 รอบ
แล้วเคทก็รอครูหลิวอัปเดต เพราะตัวเคทเองไม่รู้เรื่องการฌาปนกิจสัตว์ เพราะไม่เคยทำ ปกติเราจะคุยกันทางไลน์ เคทก็รออัปเดตนะ ไม่เห็นโทรมา ไม่มีข้อความ ด้วยแบบมันเป็นเรื่องของเสด็จ ท่านทรงกรุณาด้วย อาจจะช้า มีพิธีรีตอง หรือยังไง หรืออะไรไม่รู้ สวดแบบไหน เผาแบบไหน ไม่เคยทำ เพราะปกติน้องหมาตัวก่อนเสียเพราะแก่ ก็ฝังเลย
จนมาเจออีกทีก็คือครูหลิวเอาน้องไปเผาแล้ว ซึ่ง ณ ตอนนั้นมันหลากหลายอารมณ์มากนะ ไม่ได้นอน กินไม่ได้ แล้วมันหลากหลายอารมณ์มาก ๆ ด้วยโรคประจำตัวและยาที่กินเข้าไปรักษาโรค ความกังวลต่าง ๆ เลยเกิดโพสต์ต่าง ๆ หลายโพสต์ที่มันอาจจะไม่เหมาะสม หรือทำให้ใครขุ่นเคืองใจ ตั้งแต่วันที่บินมาจนถึงวันนี้ ตัวเคทเองก็ยังคงอยู่ที่หาดใหญ่
ตอนนี้เคทแจ้งไปแล้ว เคทต้องการเอา Betsy กลับไปดูแล และไปจัดการหลังบ้านในส่วนของตัวหมาเอง ตัวเคทเอง ให้มันลงตัวที่สุด และอยากจบปัญหานี้แล้ว โดยไม่อยากให้สื่อและเพจต่าง ๆ เข้าใจไปต่าง ๆ นานา
ซึ่งเคทจะรับ Betsy กลับมาในวันพรุ่งนี้ตอนเย็น จะมีน้องอาสาเข้าไปรับให้ แล้วเคทจะพาน้องกลับไปที่กรุงเทพ ซึ่งจะให้อยู่ที่โรงแรมหมาก่อน เพราะว่ามันต้องเคลียร์เรื่องที่อยู่ของตัวเองใหม่หมด เพราะหลังจากนี้ก็ยังไว้ไม่ใจส่งต่อน้องให้ใคร ก็เลยต้องไปจัดการที่อยู่อาศัยของตัวเองใหม่ทั้งหมดก่อน
และย้ำว่าเคทไม่เคยเปิดรับบริจาคใด ๆ เกี่ยวกับมอลลี่ ซึ่งได้โพสต์เจตนาของตัวเองตั้งแต่วันแรกแล้ว การเดินทางมาหาดใหญ่ครั้งนี้แค่ต้องการมาดูมอลลี่เท่านั้น ไม่สามารถตอบในส่วนของบุคคลที่สามได้ และจบเรื่องเพียงเท่านี้
เรื่องราวทั้งโพสต์ก่อนหน้านี้เกิดจากความเสียใจ น้อยใจ และโทษตัวเองที่ไม่สามารถดูแลมอลลี่ได้ จนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ หลังจากนี้เคทขอกลับกรุงเทพไปจัดการหลังบ้านเรื่อง Betsy และอื่น ๆ ให้เข้าที่เข้าทางก่อนนะคะ
ทั้งนี้ก็ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้เคททุกช่องทางด้วยนะคะ






