- 06 มี.ค. 2569
อ้าวแล้วสั่งอุ้มได้ไง? เปิดคำสารภาพ "สรวีย์" บอสใหญ่ สั่งการอุ้ม ผจก.หนุ่ม ตร.ขยายผลปมคลิปลับอดีตหญิงคนสนิท
คดีอุ้มผู้จัดการฝ่ายขายบริษัทแห่งหนึ่งยังคงมีประเด็นให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง หลังตำรวจจับกุมผู้ต้องหาที่เชื่อว่าเป็นผู้บงการได้แล้ว ล่าสุดผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเผยความคืบหน้าการสอบสวน โดยยืนยันว่าผู้ต้องหารับสั่งการให้ลูกน้องไปอุ้มผู้เสียชีวิตจริง แต่ยังอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาจะเอาชีวิต พร้อมเดินหน้าตามหาพยานหลักฐานสำคัญและขยายผลแรงจูงใจที่แท้จริงของคดี
เมื่อเวลา 09:00 น. วันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่โรงแรมอัศวิน พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยความคืบหน้าคดีอุ้มฆ่าอำพรางศพในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายสรวีย์ อายุ 46 ปี และ น.ส.เบญญาภา อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ซึ่งแนวทางการสืบสวนเชื่อว่าเป็นผู้บงการหรือ “บอสใหญ่” อยู่เบื้องหลังการว่าจ้างทีมอุ้มตัว นายรุทธ์ อายุ 46 ปี ผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทแห่งหนึ่ง
ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า ขณะจับกุมพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ไปปรึกษาทนายความเพื่อเตรียมแนวทางต่อสู้คดี หลังจากนี้จะเข้าไปตรวจสอบสำนวนคดีอย่างละเอียดเพื่อให้มีความรัดกุม โดยการที่ศาลอนุมัติหมายจับแสดงให้เห็นว่าพยานหลักฐานมีเพียงพอ
นอกจากนี้ ผลตรวจดีเอ็นเอจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ยืนยันชัดเจนว่า ผู้เสียชีวิตคือ นายรุทธ์ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตยังอยู่ระหว่างการชันสูตรพลิกศพ
สำหรับพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในขณะนี้ สามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้เบื้องต้น 10 คน แม้ว่า ว่าที่ร้อยตรีภูเมธ หรือ “อาร์ต” ผู้ต้องหาอีกหนึ่งรายยังอยู่ระหว่างการหลบหนี โดยตำรวจเชื่อว่าตัวการหลักของคดีคือ นายสรวีย์ และ น.ส.เบญญาภา ขณะที่การสอบสวนยังอยู่ระหว่างขยายผลว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุเพิ่มเติมหรือไม่
ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ของผู้ต้องหาทั้งสองคือ นายสรวีย์ และ น.ส.เบญญาภาว่า มีสถานะเป็นเพียงพี่น้องที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน โดยน.ส.เบญญาภาทำหน้าที่ช่วยดูแลและรับส่งลูกสาวของหญิงรายหนึ่งที่พักอยู่ในบ้านเดียวกันไปโรงเรียน
อย่างไรก็ตาม ตำรวจยอมรับว่าแรงจูงใจของคดีอาจไม่ได้มีเพียงประเด็นความขัดแย้งเรื่องชู้สาวหรือปัญหาภายในครอบครัวเท่านั้น เนื่องจากพฤติการณ์ของนายสรวีย์มีการว่าจ้างบุคคลมากกว่า 10 คนให้เข้าร่วมก่อเหตุ จึงเชื่อว่าอาจมีมูลเหตุอื่นเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ผู้ต้องหายังไม่ให้การในส่วนดังกล่าว
ด้าน พล.ต.ต. เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 เปิดเผยว่า นายสรวีย์และน.ส.เบญญาภายังคงให้การภาคเสธ โดยยอมรับเพียงว่าเป็นปัญหาภายในครอบครัวเท่านั้น พนักงานสอบสวนจึงต้องสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อแยกบทบาทของผู้ต้องหาแต่ละคน
ส่วนรายงานการสืบสวนที่ระบุว่ามีการจ้างวานอุ้มฆ่าสูงถึง 2,800,000 บาท นั้น ยอมรับว่าพนักงานสอบสวนพบหลักฐานเส้นทางการเงินจริง แต่รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในสำนวนจึงไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัดได้
ต่อมาเวลา 11:15 น. เจ้าหน้าที่ได้เบิกตัวนายสรวีย์ออกจากห้องควบคุมตัวไปสอบปากคำเพิ่มเติม โดยมี พล.ต.ท.สยาม บุญสม และพนักงานสอบสวนร่วมสอบสวน พร้อมทนายความเข้าร่วมทุกประเด็น ระหว่างถูกควบคุมตัวผู้ต้องหายังคงมีท่าทีสงบนิ่ง และไม่ตอบคำถามสื่อมวลชน
ภายหลังการสอบปากคำนานกว่า 1 ชั่วโมง พล.ต.ท.สยาม เปิดเผยว่า เบื้องต้นนายสรวีย์ยอมรับว่าเป็นผู้ว่าจ้างว่าที่ร้อยตรีภูเมธ หรือ “อาร์ต” ให้ไปดำเนินการอุ้มตัวผู้เสียชีวิตจริง แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะเอาชีวิต และไม่เคยพบหน้าผู้เสียชีวิตมาก่อน
จากพยานหลักฐานยังพบว่า น.ส.เบญญาภามีส่วนร่วมในขบวนการ โดยเป็นผู้จัดหาสายสืบเอกชนให้ไปสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา จึงเป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับ และแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับผู้ต้องหารวม 10 ราย
ส่วนโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิตซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญนั้น ขณะนี้ยังไม่พบ โดยตำรวจอยู่ระหว่างเร่งติดตามเพื่อนำมาตรวจสอบข้อมูลภายในเครื่อง ว่ามีคลิปหรือข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่
ทั้งนี้ ตำรวจยังเตรียมตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงประเด็นคลิปส่วนตัวของหญิงรายหนึ่งที่อาจอยู่ภายในโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต เพื่อเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานในคดี และหากพบว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องเพิ่มเติม ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป






