ทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” ให้แก๊งคอลฯผ่านแอปเทรดหุ้น

นย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ผนึกกำลัง ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฟอกเงินผ่านแอปเทรดหุ้น ใช้โรงเรียนสอนภาษาบังหน้าทำวีซ่านักเรียน

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์(ACSC) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์
เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.เอกนิรุจฒิ์  วันสิริภักดิ์ รอง ผบก.ทล. และ พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.บก.ทล.

ทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” ให้แก๊งคอลฯผ่านแอปเทรดหุ้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ทล. นำโดย พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.ศรัณยพงศ์ อ่อนสิงห์ สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.ศุภณัฐ บัณฑิตไทย          สว.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.กฤษฎา พ่วงปาน สว.ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล., ร.ต.อ.ณัฐพัฒน์ ขำชู รอง สว.กก.1 บก.ทล. และข้าราชการตำรวจในสังกัด กก.2 บก.ทล.

ทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” ให้แก๊งคอลฯผ่านแอปเทรดหุ้น

ร่วมกันจับกุมและดำเนินคดี ผู้ต้องหาทั้งหมด 8 ราย (คนไทย 7 ราย, คนจีน 1 ราย)
1) นายรัตนชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้า, ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น
ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 89/2569 ลงวันที่ 19 ก.พ.2569 ในข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมที่ จ.ชลบุรี
2) น.ส.วรลักษณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้า, ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 88/2569 ลงวันที่ 19 ก.พ.2569 ในข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมที่ จ.ปทุมธานี
3) นายเจษฎาพร (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้า, ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 90/2569 ลงวันที่ 19 ก.พ.2569 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมที่ จ.ชลบุรี
4) น.ส.ชนกนันท์ (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี ทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้า, ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น, ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำ, ฟอกเงินด้วยการเปิดบริษัทขายสินค้าแบรนด์เนม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 91/2569 ลงวันที่ 19 ก.พ.2569 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมได้ที่ คอนโดย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
5) น.ส.สรณ์สิริ (สงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี ทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้า, ควบคุมการกดเงินการโอนเงินของบัญชีม้า ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 92/2569 ลงวันที่ 19 ก.พ.2569 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมที่
จ.แม่งฮ่องสอน
6) น.ส.สุกัญญา (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี เจ้าของบริษัทรับทำวีซ่า รับทำวีซ่านักศึกษาให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วยการเปิดโรงเรียนสอนภาษาบังหน้า ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ 98/2569 ลงวันที่ 2 มี.ค.2569 ในข้อหา “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” จับกุมที่ กรุงเทพมหานคร
7) น.ส.ชิตาภา (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี เจ้าของโรงเรียนสอนภาษา ออกหนังสือรับรองสถานะนักศึกษาให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อยื่นขอทำวีซ่านักศึกษา ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมานี
8) Mr. Zhen (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี สัญชาติจีน นำเงินที่ได้จากการฉ้อโกงออนไลน์ไปลงทุนในธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดบการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมานี
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568 ได้เกิดเหตุแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงข้าราชการเกษียณรายหนึ่งในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จนทำให้ผู้เสียหายสูญเสียเงินเก็บเป็นจำนวนกว่า 1.4 ล้านบาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง จนพบว่าขบวนการดังกล่าวได้ก่อเหตุหลอกลวงประชาชนชาวไทยในลักษณะเดียวกันอีกกว่า 30 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายได้จำนวน 9 ราย ซึ่งทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้าและทำหน้าที่เป็นบัญชีม้ารับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง ก่อนจะถอนเงินสดเพื่อนำส่งให้      แก่ชายสัญชาติจีนที่เดินทางเข้ามารับเงินสดภายในประเทศไทย (ปฏิบัติการทลายคอกม้าพูลวิลล่า แถลงข่าวเมื่อ
21 ม.ค.69)
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนเส้นทางการเงินเพิ่มเติม พบว่ากลุ่มมิจฉาชีพมีการนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหาย โอนเข้าสู่แพลตฟอร์มเทรดหุ้นต่างประเทศ ก่อนจะโอนต่อไปยังกลุ่มบัญชีม้า             เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินให้มีลักษณะเสมือนเป็นเงินที่ได้จากการลงทุนหรือการเทรดหุ้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน “ฟอกเงิน”
จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการซึ่งทำหน้าที่เปิดบัญชีม้ารับเงินที่ผ่านการฟอกเงินในแพลตฟอร์มเทรดหุ้นได้ 3 ราย ได้แก่ นายรัตนชัยฯ, นางสาววรลักษณ์ฯ และนายเจษฎาพรฯ โดยจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสามได้เดินทางข้ามไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา และพำนักอยู่เป็นระยะเวลานานถึง 25 วัน เพื่อทำหน้าที่สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมของสถาบันการเงินในประเทศไทย
จากการตรวจสอบยอดเงินหมุนเวียนของบัญชีม้าจำนวน 3 บัญชี พบว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงออนไลน์รวมกว่ากว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน โดยผู้ต้องหาที่เป็นบัญชีม้าทั้งสามรายยังให้การเพิ่มเติมว่า ในจุดเดียวกับที่เดินทางไปทำงานฝั่งเมืองปอยเปต มีผู้ที่ทำหน้าที่สแกนใบหน้าในลักษณะเดียวกันนี้ ไม่น้อยกว่า
30 คน โดยจะผลัดเปลี่ยนกันเดินทางไปพำนักฝั่งประเทศเพื่อนบ้านครั้งละประมาณ 25 วัน และหากบัญชีใดถูกธนาคารระงับการใช้งาน บุคคลที่เกี่ยวข้องจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทยทันที จึงเชื่อได้ว่าความเสียหายจากการฉ้อโกงออนไลน์ที่เกิดจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายนี้ น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน
จากการสืบสวนเชิงลึกยังพบว่า บัญชีม้าส่วนใหญ่ที่ถูกส่งข้ามไปทำงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว มี นางสาวชนกนันท์ฯ และ นางสาวสรณ์ศิริฯ เป็นผู้ทำหน้าที่ชักชวนบุคคลมาเปิดบัญชีม้าให้กับเครือข่าย             แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมทั้งเป็นผู้ควบคุมสั่งการให้กลุ่มบัญชีม้านำเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์เข้าไปลงทุนผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้นเพื่อเป็นการฟอกเงิน ทั้งนี้พบหลักฐานว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายได้รับคำสั่งโดยตรงจาก       ชายสัญชาติจีนซึ่งเป็นระดับผู้สั่งการของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา
จากการจับกุม นางสาวชนกนันท์ฯ เจ้าหน้าที่พบว่าได้พักอาศัยอยู่ใน คอนโดมิเนียมหรูย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ห้อง เพื่อใช้เป็นเซฟเฮาส์สำหรับดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาบัญชีม้าและการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น โดยจากการตรวจค้นภายในที่พัก พบบัตเครดิต บัตรเอทีเอ็ม และปลอกรัดธนบัตรเป็น จำนวนมาก พบเอกสารนิติบุคคลของบริษัทจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงหลักฐานการซื้อทองคำจำนวนมากผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายทองคำในประเทศ และยังพบว่ามีการโอนเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์จำนวนมากเข้าไปที่บริษัทขายสินค้าออนไลน์แห่งหนึ่งที่มี นาย Zhen สัญชาติจีน เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งทั้งหมดเป็นวิธีที่กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ใช้เป็นช่องทางฟอกเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์
นอกจากนี้ จากการสืบสวนเส้นทางการเงินยังพบการโอนเงินจำนวนมากไปยัง บริษัทนายหน้ารับทำวีซ่าให้กับบุคคลต่างชาติ ซึ่งมี นางสาวสุกัญญาฯ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยพบว่าบริษัทดังกล่าวได้ใช้ โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่บังหน้าในการดำเนินการให้บุคคลต่างชาติเข้ามาทำวีซ่าเพื่อพำนักอยู่ในราชอาณาจักร โดยใช้สถานะ วีซ่านักศึกษา โดยมี น.ส.ชิตาภาฯ เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาดังกล่าว
จากการตรวจสอบพบว่ามีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอวีซ่าประมาณ คนละ 50,000 บาท และตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2568 เป็นต้นมา นางสาวสุกัญญาฯ และ น.ส.ชิตาภาฯ ได้ดำเนินการส่งบุคคลต่างชาติให้มาดำเนินการทำวีซ่าผ่านโรงเรียนสอนภาษาดังกล่าวแล้ว ประมาณ 600 คน พบเงินหมุนเวียนกว่า
30 ล้านบาท โดยกลุ่มบุคคลต่างชาติดังกล่าวประกอบด้วยหลายสัญชาติ ได้แก่ จีน (จำนวนมากที่สุด) เวียดนาม เมียนมา อินโดนีเซีย และไต้หวัน
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบหลักฐานว่า กลุ่มบุคคลต่างชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยใช้วีซ่านักเรียนบางส่วน มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีการดำเนินการทั้งภายในประเทศไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน โดยจากการสืบสวนและปฏิบัติการเข้าตรวจค้นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 พ.ย.68 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล สามารถจับกุมบุคคลต่างชาติบางส่วนที่เคยยื่นขอวีซ่านักเรียนผ่านบริษัทดังกล่าวได้ พฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทรับดำเนินการด้านวีซ่ามีการใช้โรงเรียนสอนภาษาเป็นฉากบังหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคคลต่างชาติเข้ามาพำนักในประเทศโดยมิชอบ ซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการ “ฟอกคน” ให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์
จากพฤติการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าการกระทำของเครือข่ายดังกล่าวมีลักษณะเป็น
การรวมตัวกันอย่างเป็นระบบเพื่อกระทำความผิดร้ายแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนด้านการเงินให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และจัดหาคนทั้งที่เพื่อเปิดบัญชีม้าและที่เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดในลักษณะของการเป็น “อั้งยี่ซ่องโจร” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมายจับและดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน” โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมดพร้อมของกลางที่เกี่ยวข้อ