- 13 มี.ค. 2569
หมอเจด เตือนภัยสุขภาพ หลังพบเคสชายวัย 35 ปี เหนื่อยง่าย ซีด คิดว่าแค่พักผ่อนน้อย สุดท้ายตรวจเจอ “มะเร็งลำไส้ระยะต้น”
"หมอเจด" นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า
วันนี้มีเคสหนึ่งที่อยากเล่าให้ฟังครับ เป็นผู้ชายอายุ 35 ปี มาตรวจสุขภาพเพราะช่วงหลังรู้สึก เหนื่อยง่าย เวียนหัว และหน้าซีดกว่าปกติ ตอนแรกเจ้าตัวคิดว่าเป็นเพราะทำงานหนัก พักผ่อนน้อย และกินข้าวไม่เป็นเวลา เลยไม่ได้กังวลอะไร คิดว่าแค่พักผ่อนให้มากขึ้นก็น่าจะดีขึ้น
แต่พอตรวจเลือดกลับพบว่า มีภาวะโลหิตจาง ค่าฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติพอสมควร ซึ่งสำหรับผู้ชายอายุน้อยที่ไม่ได้เสียเลือดจากอุบัติเหตุ ถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติครับ แพทย์จึงตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม ผลตรวจลึกขึ้น ทั้งการตรวจอุจจาระหาเลือดแฝงและการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ กลายเป็นข่าวที่ไม่มีใครอยากได้ยินครับ เพราะพบว่า มีเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ และผลชิ้นเนื้อยืนยันว่าเป็นมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มต้นครับ
ที่สำคัญคือ ผู้ชายคนนี้แทบไม่มีอาการลำไส้ชัดเจนเลย ไม่มีปวดท้องรุนแรง ไม่มีถ่ายเป็นเลือดให้เห็นชัด ๆ มีเพียง “โลหิตจาง” ที่ดูเหมือนเรื่องเล็ก ๆ แต่กลับเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคร้าย วันนี้ผมจะพามาดูกันครับว่า สัญญาณแบบไหนบ้างที่หลายคนมองข้ามไป
1️⃣ โลหิตจางโดยไม่รู้สาเหตุ
ผู้ชายทั่วไปไม่ค่อยเกิดภาวะโลหิตจางง่าย ๆ หากตรวจเลือดแล้วพบว่าซีด ทั้งที่ไม่ได้เสียเลือดจากอุบัติเหตุ ไม่ได้ผ่าตัด และไม่ได้มีโรคเลือด สิ่งหนึ่งที่แพทย์ต้องนึกถึงคือการเสียเลือดเรื้อรังในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ เพราะเนื้องอกหรือมะเร็งลำไส้อาจมีเลือดออกทีละนิดแบบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เลือดจะค่อย ๆ สูญเสียสะสมไปเรื่อย ๆ จนทำให้ร่างกายเกิดภาวะซีด เหนื่อยง่าย เวียนหัว ใจสั่น และอ่อนเพลียโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ว่ากำลังเสียเลือดอยู่ทุกวัน
2️⃣ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียผิดปกติ
เมื่อร่างกายมีภาวะโลหิตจาง ความสามารถในการลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ จะลดลง ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง เวียนหัว หรือใจเต้นเร็ว หลายคนมักคิดว่าเป็นเพราะพักผ่อนไม่พอ ทำงานหนัก หรือความเครียดสะสม แต่ถ้าอาการอ่อนเพลียเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้ว ก็ควรระวังไว้ก่อน เพราะบางครั้งอาจเป็นสัญญาณของการเสียเลือดเรื้อรังจากระบบทางเดินอาหาร ซึ่งพบได้ในมะเร็งลำไส้ระยะต้นที่ยังไม่มีอาการชัดเจน
3️⃣ รูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
มะเร็งลำไส้หลายกรณีเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ของระบบขับถ่าย เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายไม่สุด อุจจาระเล็กลง หรือถ่ายบ่อยขึ้น หลายคนมักคิดว่าเป็นเพราะอาหาร การพักผ่อน หรือความเครียด แต่ถ้าการขับถ่ายเปลี่ยนไปต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หรือรู้สึกว่าระบบลำไส้ไม่เหมือนเดิม ควรให้ความสำคัญ เพราะอาจเป็นสัญญาณว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในลำไส้
4️⃣ เลือดออกในลำไส้แบบมองไม่เห็น
หลายคนเข้าใจว่ามะเร็งลำไส้ต้องถ่ายเป็นเลือดสด ๆ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง เลือดจำนวนมากเป็น “เลือดแฝง” ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เลือดจะค่อย ๆ ปนออกมากับอุจจาระในปริมาณเล็กน้อย ทำให้คนไข้ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเสียเลือดอยู่ทุกวัน วิธีที่ช่วยตรวจจับได้คือการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ หรือ FIT Test ซึ่งเป็นวิธีคัดกรองที่ช่วยตรวจพบความผิดปกติในลำไส้ได้ตั้งแต่ระยะต้น
ปัจจัยที่ส่งผลก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้
• กินเนื้อแดงและอาหารแปรรูปบ่อย เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม
• กินผักและไฟเบอร์น้อย ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวช้า
• น้ำหนักเกินหรือมีไขมันช่องท้อง
• ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
• ลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือจุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล
• คนในครอบครัวมีประวัติมะเร็งลำไส้
โดยในเคสของชายคนนี้ จากประวัติพบว่าเจ้าตัวกินอาหารแปรรูปและเนื้อแดงค่อนข้างบ่อย กินผักน้อย ทำให้สมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เสีย และเกิดการอักเสบสะสมในลำไส้เป็นเวลานานครับ
ดูแลตัวเองไม่ให้เสี่ยงมะเร็งลำไส้ได้ แค่ทำตามนี้
• ตรวจคัดกรอง FIT Test (ตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ) เป็นระยะ โดยเฉพาะคนอายุเกิน 40 ปี หรือมีความเสี่ยง
• กินผัก ผลไม้ และอาหารที่มีไฟเบอร์ให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น
• เลือกกินอาหารที่มี จุลินทรีย์ดี (Probiotics) เช่น โยเกิร์ต กิมจิ ผักดองธรรมชาติ หรือเสริมโพรไบโอติก เพื่อช่วยฟื้นสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้
• ลดเนื้อแดงและอาหารแปรรูป
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนัก
มะเร็งลำไส้ไม่ใช่โรคของคนอายุเยอะอย่างเดียวอีกต่อไปครับ หลายเคสเริ่มจากสัญญาณเล็ก ๆ อย่าง “ซีด เหนื่อยง่าย หรือถ่ายผิดปกติ” ที่ถูกมองข้ามไป ถ้าเรารู้จักสังเกตร่างกาย และตรวจคัดกรองให้เหมาะสม ก็มีโอกาส เจอโรคตั้งแต่ระยะต้นและรักษาได้ทัน ก่อนที่มันจะลุกลามและกระทบกับชีวิตในระยะยาวครับ






