- 13 มี.ค. 2569
ตำรวจไซเบอร์บุกตรวจค้นโกดังไม่มีเลขที่ หมู่5 ต.สำนักบก อ.เมือง จ.ชลบุรี ทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมในพื้นที่ชลบุรี!
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย . พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 สั่งการให้ พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2 พ.ต.ท.เอกภณ คณุญาพงศ์ รอง ผกก.2 บก.สอท.2 สนธิกำลังเจ้าพนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ตำรวจไซเบอร์ - ตำรวจชลบุรี นำหมายค้นศาลแขวงชลบุรี ที่ ค.20/2569 ลงวันที่ 12 มี.ค. 2569 เปิดปฏิบัติการบุกทลายโรงงานผลิตน้ำกระท่อมรายใหญ่ในพื้นที่ จ.ชลบุรี
โดยนำกำลังตรวจค้นโกดังไม่มีเลขที่ หมู่5 ต.สำนักบก อ.เมือง จ.ชลบุรี เข้าจับกุมนายรัฐพล เหี่ยวขุนทด อายุ 31 ปี ชาว จ.ชลบุรี นายอติโรจน์ สถาวร อายุ 33 ปี ชาว จ.ชลบุรี นายพีรวัฒน์ ธุระพล อายุ 28 ปี ชาว จ.ฉะเชิงเทรา และคนงานชาวเมียนมาอีก 20 คน พร้อมตรวจยึดของกลาง ใบกระท่อมสด 415 กิโลกรัม ,ยาแก้ไอชนิดน้ำ 724 ขวด ,ยาแก้แพ้ชนิดน้ำ 456 ขวด ,ยาทรามาดอล ไฮโดรคลอไรด์ 250 เม็ด สารกันบูด 24 กิโลกรัม สารแต่งกลิ่น 23 กิโลกรัม ,น้ำกระท่อมบรรจุขวดขนาด 1 ลิตร จำนวน 5,660 ขวด ,ขวดเปล่า 23,856 ใบ หม้อใช้สำหรับต้มน้ำกระท่อม 31 ใบ ,ชุดเตาแก๊ส 33 เตา ,สติกเกอร์ระบุชื่อผลิตภัณฑ์ “S1 SUPER ONE” จำนวนมาก
สืบเนื่องจากตำรวจชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.2 ได้รับการร้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ จากชาวบ้านแจ้งข้อมูล มีผู้ลักลอบตั้งโรงงานผลิตน้ำกระท่อมผสมยาแก้ไอ ในพื้นที่อ.เมืองชลบุรี โดยรถขนส่งตระเวนส่งตามร้านค้าทั่วพื้นที่ ซึ่งป็นการมอมเมาเด็กเและยาวชน อีกทั้งหากกินในปริมาณมากอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
จึงลงพื้นที่สืบสวนหาข้อมูลจนพบเป้าหมายตั้งอยู่ในย่านชุมชน ปลูกสร้างอาคารเป็นลักษณะโกดังสินค้า มีรั้วกั้นสูงรอบอาคารปกปิดมิดชิด โดยหน้าประตูทางเข้า พบมีการขึ้นป้ายขนาดใหญ่แจ้งประกอบธุรกิจประเภทรีไซเคิล ในลักษณะอำพรางสายตาเจ้าหน้าที่ จึงขออนุมัติหมายค้นศาล ก่อนประประสานกำลังตำรวจ-ฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ร่วมเข้าทำการตรวจค้น โดยพบคนงานชายหญิงกำลังเร่งผลิตน้ำกระท่อมอยู่ภายในโกดัง ก่อนเข้าจับกุมผู้กระทำผิดและยึดของกลางไว้ได้ทั้งหมด
จากการสอบสวนนายอติโรจน์ ให้การว่า ตนและเพื่อนคนไทยอีกสองคนทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลการผลิตน้ำกระท่อมและนำสินค้าที่ผลิตแล้วคอยกระจายส่งขายตามแหล่งร้านค้าต่างๆในพื้นที่ของ จ.ชลบุรี เฉลี่ยวันละ 4,000 ขวด ในราคาขวดละ 35 บาท โดยตนและเพื่อนคนไทยจะได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 18,000 บาท
ส่วนชาวเมียนมาทั้งหมดทำหน้าที่เกี่ยวกับขบวนการผลิตภายในโรงงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งโรงงานแห่งนี้ลักลอบเปิดมานานกว่า 1 เดือน โดยมีเจ้าของกิจการชื่อ “เจ้” ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริงเป็นผู้ว่าจ้าง
โดยตำรวจดำเนินคดีท้้งในความผิดฐาน “ร่วมกันชายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต ตาม พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ,ร่วมกันผ่าฝืนประกาศสาธารณสุข เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ประกอบ
กระทรวงสาธารณสุข ,ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ตามพระระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522"
ส่วนคนงานชาวเมียนมาทั้งหมดตรวจสอบแล้วพบว่าได้ลักลอบเข้ามาทำงาน จึงแจ้งข้อหาเพิ่มในความผิดฐาน "เป็นบุคคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงางานอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ และเป็นคนคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาต หรือการ อนุญาตสิ้นสุด หรือถูกเพิกถอน”






