ดีอี เช็กแล้วข่าวจริง "กินยาแก้แพ้บ่อย เสี่ยงสมองเสื่อม"

ดีอี แจงข่าวจริง กินยาแก้แพ้ประกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจำ เร่งสมองเสื่อม ขอ ปชช. เลือกเชื่อ – แชร์ ข้อมูลทางการเท่านั้น

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

 

ดีอี เช็กแล้วข่าวจริง "กินยาแก้แพ้บ่อย เสี่ยงสมองเสื่อม"

 

ทั้งนี้ ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,008 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 9,680 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 9,678 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง ได้แก่


อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กินยาแก้แพ้ประจำ เร่งสมองเสื่อม
อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวกัมพูชาพยายามแหกด่าน เพื่อมารักษาวัณโรคฟรีที่ไทย
อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ตม. ไทยไม่ให้ชาวกัมพูชาเดินทางเข้าประเทศ และบังคับให้ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับกัมพูชาทันที
อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. มีการรับรองโบรกเกอร์ ให้เป็นผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อน ประเภทผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนสามัญ
อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.กรุงไทย เปิดให้กรอกแบบสอบถาม เพื่อรับเงิน 20,000 บาท
อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ผงชูรส และมะนาว ช่วยถอนพิษจากแมงมุมกัดได้
อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ทหารไทยส่งอาวุธไปยังชายแดน

สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กินยาแก้แพ้ประจำ เร่งสมองเสื่อม” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ องค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยยาแก้แพ้ คือยาที่ใช้ป้องกันหรือบรรเทาอาการแพ้ ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการ เช่น น้ำมูกไหล คัน ตาแดง น้ำตาไหล และผื่นผิวหนัง ยาแก้แพ้แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก


1.ยาแก้แพ้แบบทำให้ง่วง เป็นยารุ่นเก่าที่ผ่านเข้าสมองได้ดี อาจทำให้ง่วง ซึม สับสน และกระทบความจำ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

2.ยาแก้แพ้แบบไม่ทำให้ง่วง เป็นยารุ่นใหม่ ผ่านเข้าสมองน้อยกว่า เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน

ผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยโรคตับ ไต หืด ความดันโลหิตสูง ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ หรือผู้ที่ใช้ยากดประสาท ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

สำหรับยาแก้แพ้ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของภาวะสมองเสื่อม แต่การใช้ยาแก้แพ้แบบทำให้ง่วงเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการความจำและสมาธิลดลงชั่วคราว ซึ่งมักดีขึ้นเมื่อหยุดยา

ข้อควรระวังคือ ไม่ควรใช้ติดต่อกันโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยานอนหลับ และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด