ล่าข้ามปี! ตร.สอบสวนกลาง รวบ แมน จอมบึง หลังหนีคดีนาน 8 ปี

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ล่าข้ามปี! รวบ แมน จอมบึง มือยิงคู่อริสางแค้น หลังหนีคดีนาน 8 ปี

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.วิระชาญ ขุนไชยแก้ว รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์, พ.ต.ท.ศิลป์ชัย ถวัลย์ภิยโย, พ.ต.ท.วาทิต จิตรจันทึกพ.ต.ท.ศรัณย์ ศรีพักตร์, พ.ต.ท.พิทยา ธนาวุฒิ รอง ผกก.5 บก.ป.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ต.นพพิณฑ์ แก้วอินไชย, พ.ต.ต.ปิยะวัตร ปราบเสร็จ สว.กก.5 บก.ป.,
ด.ต.อรรถพงศ์ จงไกรจักร์ และ ส.ต.ต.พนิต นุชงค์ ผบ.หมู่ กก.5 บก.ป.

ล่าข้ามปี! ตร.สอบสวนกลาง รวบ แมน จอมบึง หลังหนีคดีนาน 8 ปี

ร่วมกันจับกุม นายปรัชญาฯ อายุ 29 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดราชบุรี ที่ จ.198/2561 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง
โดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน
ตามสมควรแก่พฤติการณ์ที่จะต้องมีอาวุธติดตัวและไม่มีเหตุอันควร และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน” (หมายจับปฏิทิน ตร. ปี พ.ศ.2568 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ลำดับที่ 154)

สถานที่จับกุม บริเวณหน้าหอพักแห่งหนึ่ง ซอยลาดพร้าว 102 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร

ล่าข้ามปี! ตร.สอบสวนกลาง รวบ แมน จอมบึง หลังหนีคดีนาน 8 ปี

พฤติการณ์ ก่อนเกิดเหตุ เมื่อปี พ.ศ.2561 นายปรัชญาฯ ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงคู่กรณีในพื้นที่ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังก่อเหตุนายปรัชญาฯ ได้หลบหนี ซ่อนตัวจากการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่หลายหน่วย ทั้งมีการเปลี่ยนสถานที่พักอาศัยบ่อยครั้ง ทำให้ยากต่อการจับกุม
จากเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ก็ได้สืบสวน ติดตามเพื่อจับกุมนายปรัชญาฯ เรื่อยมา
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่า นายปรัชญาฯ บุคคลตามหมายจับและข้างต้น และยังเป็นบุคคลตามหมายจับปฏิทิน ตร. พ.ศ.2568 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ลำดับที่ 154 ได้หลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่พื้นที่ แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการลงพื้นที่สืบสวน
จนทราบว่า นายปรัชญาฯ ได้หลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่ หอพักแห่งหนึ่ง ซอยลาดพร้าว 102 แขวงพลับพลา
เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและเฝ้าสังเกตการณ์อยู่บริเวณ
หน้าหอพักดังกล่าว จนกระทั่ง ได้พบชายตามตำหนิรูปพรรณตรงกันกับ นายปรัชญาฯ (ผู้ต้องหา) ปรากฏตัวอยู่บริเวณหน้าหอพักดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้สะกดรอยอย่างกระชั้นชิด ไปจนถึงบริเวณสถานที่จับกุมข้างต้น เจ้าหน้าที่
ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้สอบถาม ชื่อ-สกุล ยืนยันว่าเป็น นายปรัชญาฯ จริง เจ้าหน้าที่
ชุดจับกุมจึงได้แสดงหมายจับให้ นายปรัชญาฯ ดู อ่านให้ฟัง และอ่านเองแล้ว นายปรัชญาฯ รับว่าเป็นบุคคล
ตามหมายจับ และยังไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งว่าต้องถูกจับกุม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับให้ทราบและแจ้งสิทธิตามกฎหมาย นายปรัชญาฯ และได้ควบคุมตัวมาจัดทำบันทึก
การจับกุม ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรจอมบึง จังหวัดราชบุรี
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การ ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
เตือนภัย การให้การช่วยเหลือผู้กระทำความผิด เช่น ซ่อนตัว พาหลบหนี หรือทำลายหลักฐาน อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มีโทษทั้งจำคุกและปรับ หากพบเห็นผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อความปลอดภัยของตนเองและสังคม
1. การให้ที่พักพิงหรือซ่อนตัวผู้ต้องหา เช่น ให้ผู้ต้องหาหลบอยู่ในบ้าน หรือพาไปซ่อนในสถานที่ต่างๆ
อาจเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189
2. การพาผู้ต้องหาหลบหนีหรือช่วยหลีกเลี่ยงการจับกุม เช่น ขับรถพาหนี จัดหาที่พัก หรือช่วยวางแผนหลบหนี ถือเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิด
3. การทำลาย ซ่อน หรือปกปิดพยานหลักฐาน รวมถึงการให้ข้อมูลเท็จแก่เจ้าหน้าที่ อาจมีโทษจำคุกหรือปรับตามกฎหมาย
ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ต.ปิยะวัตร ปราบเสร็จ สว.กก.5 บก.ป. โทร.095-2891950
 
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”