"ดร.ปลอดประสพ" ตีแผ่เบื้องลึกวิกฤติ น้ำมันหาย ใครตุน ใครรวย

“ปลอดประสพ” ชี้ปมน้ำมัน “มีแต่ซื้อไม่ได้” แฉอาจมีการกักตุนเก็งกำไร ซัดโครงสร้างพลังงานเอื้อทุนใหญ่ เสนอ 9 ทางแก้

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาทางเฟซบุ๊ก ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี วิเคราะห์วิกฤตน้ำมัน ชี้ปัญหา "มีแต่ซื้อไม่ได้" อาจสะท้อนการกักตุนหวังเก็งกำไร พร้อมตั้งคำถามโครงสร้างราคาพลังงานไทย เอื้อกลุ่มทุนหรือไม่ ก่อนเสนอ 9 แนวทางเร่งแก้ปัญหา ช่วยประชาชนรับมือภาวะราคาพุ่งและขาดแคลนในตลาด

 

ดร.ปลอดประสพ ตีแผ่เบื้องลึกวิกฤติ น้ำมันหาย ใครตุน ใครรวย

ดร.ปลอดประสพ ตีแผ่เบื้องลึกวิกฤติ น้ำมันหาย ใครตุน ใครรวย

 

น้ำมันหาย ใครตุน ใครรวย

น้ำมันยังมี ไม่ขาดแคลน แต่หาซื้อไม่ได้ เป็นวาทะที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่ถ้าจะให้แปลก็หมายความว่า มีไอ้โม่งกักตุนเอาไว้และยังไม่ยอมขายเพราะเชื่อว่า ราคาคงจะสูงกว่านี้หรือแอบขายราคาแพงๆ

สำหรับประเทศไทย นายทุนโรงกลั่น นายทุนรถจ๊อบเบอร์ นายทุนเจ้าของปั๊มน้ำมัน เป็นผู้กำหนดราคาน้ำมัน เป็นผู้บริหารการขนส่งกระจายน้ำมัน และจำหน่ายน้ำมัน สามารถกำหนดโควตาการขายแต่ละครั้งหรือการแจกคิว ส่วนรัฐบาลคุมอะไรไม่ได้ได้แต่เก็บภาษีสรรพสามิตภายใต้คาถาการค้าน้ำมันเป็นการค้าเสรี ผมคิดว่า ขืนคิดแบบนี้ โดยไม่มีการยกเว้นกันบ้าง นักธุรกิจซึ่งเป็นอาชีพอิสระ มีเป้าหมายเพื่อกำไรคงจะยิ่งรวย แต่ประชาชนและเกษตรกรก็จะมีแต่ยิ่งจนเพราะต้องกินน้ำใต้ศอกตลอดเวลา

 

ดร.ปลอดประสพ ตีแผ่เบื้องลึกวิกฤติ น้ำมันหาย ใครตุน ใครรวย

 

ยังมีอีกครับสำหรับผู้กำหนดราคา ร้านขายไข่ขึ้นราคาเพราะอ้างอากาศร้อน ไข่ไก่เบอร์0 ใบละ 3.90บาท เบอร์1 ใบละ 3.70บาท และที่เล็กที่สุดเบอร์4 ใบละ 3.30บาท พ่อค้าผลิตบะหมี่ไวไวก็ขึ้นราคาเพราะถุงพลาสติกราคาแพงขึ้นเพราะไม่มีวัตถุดิบน้ำมันมาสังเคราะห์ ส่วนรถบรรทุก รถไถนา ต่างก็ขึ้นราคาเพราะน้ำมันหายากหรือต้องยอมจ่ายใต้โต๊ะเพื่อขอซื้อน้ำมันให้ได้เยอะไว้

ภาพรถบรรทุกน้ำมันจอดรอคิวเป็นวันเพื่อรอรับน้ำมันจากเศรษฐีโรงกลั่น รถยนต์บุคคลจอดรอยาวเป็น 100 เมตรเพื่อซื้อน้ำมันดีเซลตามปั๊มแล้วก็ได้เพียงคันละ 100-500 บาท ปั๊มปตท.ชัยภูมิออกมาเปิดเผยว่า ถูกหั่นโควตาเหลือ 50% เท่านั้น ส่วนปั๊มที่กำแพงเพชรบอกไม่มีน้ำมันจำหน่าย เพราะได้รอคิวมาหลายวันแล้วพร้อมเรียกร้องถามหาน้ำมันดิบจากลานกระบือของพวกตน

ดร.ปลอดประสพ ตีแผ่เบื้องลึกวิกฤติ น้ำมันหาย ใครตุน ใครรวย

 

ทำไมโรงกลั่นจึงสามารถขายน้ำมันในstockเก่าในราคาใหม่แบบนี้ได้ นี่เป็นการเอาเปรียบชัดๆ พรุ่งนี้น้ำมันก็จะขึ้นราคา ซึ่งแปลว่า คนไทยทั้ง 70 ล้านคนจะต้องช่วยกันแบกภาระเพื่อเศรษฐีเพียงไม่กี่ 100 คน ผมว่ามันไม่ถูกนะครับ มาสรุปข้อเสนอแนะกันเลยดีกว่า

1. รัฐต้องมีนโยบายและการบริหารจัดการน้ำมันเพื่อประชาชน เพื่อเกษตรกร เพื่อผู้ประกอบการและเพื่ออุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน

2. เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รัฐต้องดึงน้ำมันสำรองของรัฐออกมาใช้ ต้องเอาน้ำมันสำรองของภาคเอกชนมาช่วยด้วย หรือลดเพดานการสำรองของเอกชนลง

3. ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐไม่อาจปล่อยกลไกทางการตลาดแต่เพียงอย่างเดียวให้เป็นผู้กำหนดราคา รัฐต้องออกมาตรการควบคุมราคาโดยด่วน

4. รัฐต้องรีบลงทุนขยายคลังสำรอง โดยให้ถือเป็น  Infrastructure เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน

5. รัฐต้องยอมลงทุนทำSolar Cells ให้ประชาชนแบบคนละครึ่ง แทนที่จะใช้นโยบายแจกเงินหรือลดค่ากระแสไฟฟ้า

6. รัฐต้องแก้ความลักลั่นระหว่างราคาน้ำมันที่หน้าโรงกลั่นและหน้าปั๊ม ซึ่งขณะนี้ราคาต่างกันมากเกินไป

7. ปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าโดยการทบทวนโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเท่าที่ทราบ กฟผ. และสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ(ปส.) เขาพร้อมอยู่แล้ว และหลายชาติแม้แต่ญี่ปุ่น เยอรมันหรือเวียดนามก็ทำอยู่

8. กลับมาสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ให้พลังงานไฟฟ้า โดยทำความเข้าใจกับกลุ่มNGO ให้ยอมรับในสถานการณ์ พร้อมกับเร่งขยายโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินอีกครั้ง แบบที่สหรัฐอเมริกากำลังทำอยู่

9. ข้อสุดท้าย ถึงคราวเศรษฐีต้องร่วมรับภาระ คือ การเก็บภาษีลาภลอย (Energy Profit) จากโรงกลั่นแบบที่อังกฤษเขาทำเมื่อเริ่มสงครามยูเครน- รัสเซีย

สุดท้าย เพื่อเป็นกำลังใจกับประชาชน ก็ขอเชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรวมถึงปลัดกระทรวงและอธิบดีเจ้าของเรื่อง ได้ลงไปช่วยทำหน้าที่เป็นเด็กเติมน้ำมันตามปั๊มจังหวัดใครจังหวัดมัน จะได้สัมผัสปัญหาโดยตรงว่า ชาวบ้านเขาเดือดร้อนแค่ไหน ยังไง

 

ดร.ปลอดประสพ ตีแผ่เบื้องลึกวิกฤติ น้ำมันหาย ใครตุน ใครรวย