- 18 มี.ค. 2569
“ปลอดประสพ” ชี้ปมน้ำมัน “มีแต่ซื้อไม่ได้” แฉอาจมีการกักตุนเก็งกำไร ซัดโครงสร้างพลังงานเอื้อทุนใหญ่ เสนอ 9 ทางแก้
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาทางเฟซบุ๊ก ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี วิเคราะห์วิกฤตน้ำมัน ชี้ปัญหา "มีแต่ซื้อไม่ได้" อาจสะท้อนการกักตุนหวังเก็งกำไร พร้อมตั้งคำถามโครงสร้างราคาพลังงานไทย เอื้อกลุ่มทุนหรือไม่ ก่อนเสนอ 9 แนวทางเร่งแก้ปัญหา ช่วยประชาชนรับมือภาวะราคาพุ่งและขาดแคลนในตลาด
น้ำมันหาย ใครตุน ใครรวย
น้ำมันยังมี ไม่ขาดแคลน แต่หาซื้อไม่ได้ เป็นวาทะที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่ถ้าจะให้แปลก็หมายความว่า มีไอ้โม่งกักตุนเอาไว้และยังไม่ยอมขายเพราะเชื่อว่า ราคาคงจะสูงกว่านี้หรือแอบขายราคาแพงๆ
สำหรับประเทศไทย นายทุนโรงกลั่น นายทุนรถจ๊อบเบอร์ นายทุนเจ้าของปั๊มน้ำมัน เป็นผู้กำหนดราคาน้ำมัน เป็นผู้บริหารการขนส่งกระจายน้ำมัน และจำหน่ายน้ำมัน สามารถกำหนดโควตาการขายแต่ละครั้งหรือการแจกคิว ส่วนรัฐบาลคุมอะไรไม่ได้ได้แต่เก็บภาษีสรรพสามิตภายใต้คาถาการค้าน้ำมันเป็นการค้าเสรี ผมคิดว่า ขืนคิดแบบนี้ โดยไม่มีการยกเว้นกันบ้าง นักธุรกิจซึ่งเป็นอาชีพอิสระ มีเป้าหมายเพื่อกำไรคงจะยิ่งรวย แต่ประชาชนและเกษตรกรก็จะมีแต่ยิ่งจนเพราะต้องกินน้ำใต้ศอกตลอดเวลา
ยังมีอีกครับสำหรับผู้กำหนดราคา ร้านขายไข่ขึ้นราคาเพราะอ้างอากาศร้อน ไข่ไก่เบอร์0 ใบละ 3.90บาท เบอร์1 ใบละ 3.70บาท และที่เล็กที่สุดเบอร์4 ใบละ 3.30บาท พ่อค้าผลิตบะหมี่ไวไวก็ขึ้นราคาเพราะถุงพลาสติกราคาแพงขึ้นเพราะไม่มีวัตถุดิบน้ำมันมาสังเคราะห์ ส่วนรถบรรทุก รถไถนา ต่างก็ขึ้นราคาเพราะน้ำมันหายากหรือต้องยอมจ่ายใต้โต๊ะเพื่อขอซื้อน้ำมันให้ได้เยอะไว้
ภาพรถบรรทุกน้ำมันจอดรอคิวเป็นวันเพื่อรอรับน้ำมันจากเศรษฐีโรงกลั่น รถยนต์บุคคลจอดรอยาวเป็น 100 เมตรเพื่อซื้อน้ำมันดีเซลตามปั๊มแล้วก็ได้เพียงคันละ 100-500 บาท ปั๊มปตท.ชัยภูมิออกมาเปิดเผยว่า ถูกหั่นโควตาเหลือ 50% เท่านั้น ส่วนปั๊มที่กำแพงเพชรบอกไม่มีน้ำมันจำหน่าย เพราะได้รอคิวมาหลายวันแล้วพร้อมเรียกร้องถามหาน้ำมันดิบจากลานกระบือของพวกตน
ทำไมโรงกลั่นจึงสามารถขายน้ำมันในstockเก่าในราคาใหม่แบบนี้ได้ นี่เป็นการเอาเปรียบชัดๆ พรุ่งนี้น้ำมันก็จะขึ้นราคา ซึ่งแปลว่า คนไทยทั้ง 70 ล้านคนจะต้องช่วยกันแบกภาระเพื่อเศรษฐีเพียงไม่กี่ 100 คน ผมว่ามันไม่ถูกนะครับ มาสรุปข้อเสนอแนะกันเลยดีกว่า
1. รัฐต้องมีนโยบายและการบริหารจัดการน้ำมันเพื่อประชาชน เพื่อเกษตรกร เพื่อผู้ประกอบการและเพื่ออุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน
2. เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รัฐต้องดึงน้ำมันสำรองของรัฐออกมาใช้ ต้องเอาน้ำมันสำรองของภาคเอกชนมาช่วยด้วย หรือลดเพดานการสำรองของเอกชนลง
3. ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐไม่อาจปล่อยกลไกทางการตลาดแต่เพียงอย่างเดียวให้เป็นผู้กำหนดราคา รัฐต้องออกมาตรการควบคุมราคาโดยด่วน
4. รัฐต้องรีบลงทุนขยายคลังสำรอง โดยให้ถือเป็น Infrastructure เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
5. รัฐต้องยอมลงทุนทำSolar Cells ให้ประชาชนแบบคนละครึ่ง แทนที่จะใช้นโยบายแจกเงินหรือลดค่ากระแสไฟฟ้า
6. รัฐต้องแก้ความลักลั่นระหว่างราคาน้ำมันที่หน้าโรงกลั่นและหน้าปั๊ม ซึ่งขณะนี้ราคาต่างกันมากเกินไป
7. ปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าโดยการทบทวนโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเท่าที่ทราบ กฟผ. และสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ(ปส.) เขาพร้อมอยู่แล้ว และหลายชาติแม้แต่ญี่ปุ่น เยอรมันหรือเวียดนามก็ทำอยู่
8. กลับมาสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ให้พลังงานไฟฟ้า โดยทำความเข้าใจกับกลุ่มNGO ให้ยอมรับในสถานการณ์ พร้อมกับเร่งขยายโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินอีกครั้ง แบบที่สหรัฐอเมริกากำลังทำอยู่
9. ข้อสุดท้าย ถึงคราวเศรษฐีต้องร่วมรับภาระ คือ การเก็บภาษีลาภลอย (Energy Profit) จากโรงกลั่นแบบที่อังกฤษเขาทำเมื่อเริ่มสงครามยูเครน- รัสเซีย
สุดท้าย เพื่อเป็นกำลังใจกับประชาชน ก็ขอเชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรวมถึงปลัดกระทรวงและอธิบดีเจ้าของเรื่อง ได้ลงไปช่วยทำหน้าที่เป็นเด็กเติมน้ำมันตามปั๊มจังหวัดใครจังหวัดมัน จะได้สัมผัสปัญหาโดยตรงว่า ชาวบ้านเขาเดือดร้อนแค่ไหน ยังไง






