นั่นไง ถึงว่าหลายคน "ตับพัง" ไม่รู้ตัว อาการมันเงียบมาก หมอบอกเอง

“หมอเจด” เตือนแรง! อย่าคิดว่าตับพังต้องมีอาการชัด เผย 5 สัญญาณเงียบของ ไขมันพอกตับ ที่หลายคนเป็นโดยไม่รู้ตัว

"หมอเจดนพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า 

คิดว่า “ตับพังต้องมีอาการชัด” เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดชายโครง แต่ความจริงคือ ตับเป็นอวัยวะที่เงียบมาก ต่อให้เริ่มมีปัญหา ร่างกายก็อาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้หลายคนรู้ตัวอีกทีตอนค่าตับสูง หรือเป็นไขมันพอกตับไปแล้ว วันนี้เลยอยากให้ลองเช็กตัวเองง่าย ๆ ว่า มีสัญญาณแบบนี้หรือเปล่า

1️⃣ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียทั้งที่พักพอ
ถ้ารู้สึกหมดแรงง่าย เหนื่อยทั้งวัน ทั้งที่นอนครบ ไม่ได้ใช้แรงมาก อาจเป็นสัญญาณว่าตับทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะตับมีหน้าที่สำคัญในการจัดการพลังงานและสารอาหาร ถ้าตับเริ่มมีปัญหา ร่างกายจะรู้สึกเพลียแบบหาสาเหตุไม่ชัด และฟื้นตัวได้ช้ากว่าปกติ

2️⃣ แน่นท้อง ท้องอืดบ่อย
ตับเกี่ยวข้องกับการสร้างน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน ถ้าตับทำงานแย่ลง อาจทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด หรืออึดอัดหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะหลังกินของมัน ของทอด หรือมื้อใหญ่ ๆ อาการนี้หลายคนมองข้าม แต่เกิดซ้ำบ่อยควรระวัง

3️⃣ ไขมันหน้าท้องเพิ่มง่าย น้ำหนักขึ้นเร็ว
ถ้าไขมันสะสมที่หน้าท้องเพิ่มขึ้นง่าย ทั้งที่ไม่ได้กินเยอะขึ้น อาจเกี่ยวกับภาวะไขมันพอกตับ เพราะตับมีบทบาทในการเผาผลาญไขมัน เมื่อการทำงานผิดปกติ ไขมันจะถูกสะสมมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว และมักมาพร้อมกับค่าตับหรือไขมันในเลือดที่เริ่มผิดปกติแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่รู้ตัว

4️⃣ สิวขึ้นง่าย ผิวมัน หรือผิวหมอง
ตับมีหน้าที่ช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย ถ้าตับทำงานได้ไม่ดี สารบางอย่างอาจสะสมในร่างกาย ส่งผลให้ผิวเกิดการอักเสบง่าย สิวขึ้นบ่อย ผิวมัน หรือดูหมองคล้ำกว่าปกติ โดยเฉพาะในคนที่ไม่มีประวัติเป็นสิวมาก่อน และมักรักษายากกว่าปกติถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ

5️⃣ อยากของหวานบ่อย หิวจุกจิก
ตับเกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าตับมีปัญหา อาจทำให้ระดับน้ำตาลแกว่ง ส่งผลให้หิวบ่อย อยากกินของหวาน หรือของจุกจิกทั้งวัน ซึ่งเป็นวงจรที่ยิ่งทำให้ตับทำงานหนักขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงดื้ออินซูลินตามมาในระยะยาว

6️⃣ ถ้ามีหลายข้อ อย่าปล่อยผ่าน เริ่มดูแลตับได้เลย
ถ้ามีอาการหลายข้อร่วมกัน ลองเริ่มปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ครับ
• ลดของทอด อาหารแปรรูป และน้ำตาลสูง
• เลี่ยงแอลกอฮอล์หรือดื่มให้น้อยที่สุด
• เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารย่อยง่าย
• เพิ่มอาหารที่มีโอเมก้า-3 เช่น ปลาทะเล
• เพิ่มอาหารที่มีแอสตร้าแซนธิน เช่น ปลาแซลมอน กุ้ง
• เพิ่มอาหารที่มีโคลีน เช่น ไข่แดง ตับ
• นอนให้พออย่างน้อย 7 ชั่วโมง
• ควบคุมน้ำหนักและรอบเอว

เวลาตับมีปัญหาในช่วงแรก มักจะไม่มีอาการชัดเจนครับ แต่จะค่อย ๆ ส่งสัญญาณเล็ก ๆ ผ่านความเหนื่อย ท้องอืด หรือไขมันสะสม ถ้าเริ่มสังเกตตัวเองเร็ว และปรับพฤติกรรมได้ทัน ก็สามารถลดความเสี่ยงไขมันพอกตับและโรคตับได้

นั่นไง ถึงว่าหลายคน "ตับพัง" ไม่รู้ตัว อาการมันเงียบมาก หมอบอกเอง