- 21 มี.ค. 2569
คอมมานโดปิดเกม “ม่อน” หัวแก๊งบัญชีม้าโฉด กักขังเหยื่อบังคับกดเงิน เสียหายกว่า 2.5 ล้าน พบพัวพันกว่า 4 หมายจับ
วันที่ 21 มีนาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. สั่งการให้ พ.ต.ท.จตุพร ติกแก้ว สว.กก.1 บก.ปพ. นำกำลังเข้าจับกุม นายฐานนนันท์ หรือ "ม่อน" อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาอันตรายที่มีหมายจับติดตัวถึง 4 หมาย ในข้อหาฉกรรจ์ทั้งกรรโชกทรัพย์ กักขังหน่วงเหนี่ยว และฉ้อโกงประชาชน โดยรวบตัวได้บริเวณริมถนนกำแพงเพชร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
คดีสืบเนื่องจากเมื่อเดือนกันยายน 2567 หลังนายม่อนและพวกได้หลอกลวงผู้เสียหายรายหนึ่งไปทำงานที่ประเทศกัมพูชา โดยอ้างรายได้สูง แต่เมื่อไปถึงกลับถูกยึดสมุดบัญชีและรหัสธนาคาร ก่อนจะถูกควบคุมตัวลักลอบข้ามแดนกลับมายังฝั่งไทย ผู้ต้องหาได้บังคับกักขังผู้เสียหายและพาไปที่ธนาคารธนชาต สาขาสระแก้ว เพื่อสั่งให้ถอนเงินสดออกมาให้ พร้อมข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายหากขัดขืน แต่ในจังหวะที่อยู่ที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ผู้เสียหายใช้ไหวพริบพิมพ์ข้อความขอความช่วยเหลือในมือถือยื่นให้พนักงานธนาคารดู จนมีการแจ้งตำรวจเข้าตรวจสอบและช่วยเหยื่อไว้ได้ทันท่วงทีในตลาดใกล้เคียง ซึ่งขณะนั้นพบหลักฐานบัตรประชาชนของเหยื่ออยู่ในตัวนายม่อนด้วย แม้จะถูกจับกุมได้ในครั้งแรกเมื่อปี 2567 แต่นายม่อนได้ยื่นประกันตัวในชั้นสอบสวนและหลบหนีไม่มาตามนัดศาล จนกระทั่งชุดคอมมานโดสืบทราบที่กบดานและเข้าชาร์จตัวได้ในที่สุด
จากการตรวจสอบฐานข้อมูลพบว่า นายม่อนไม่ใช่เพียงผู้คุมเหยื่อ แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในขบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหมายจับเพิ่มอีก 3 คดี ประกอบด้วย ดังนี้
หมายจับศาลจังหวัดยะลา ที่ จ.100/2568 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันสนับสนุนฉ้อโกง, ผู้ใดเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน ทั้งนี้ในประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสนับสนุนให้มีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยเป็นประการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง”
หมายจับศาลจังหวัดกำแพงเพชร ที่ 376/2568 วันที่ 19 สิงหาคม 2568 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “สนับสนุนให้ผู้อื่นหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง, สนับสนุนให้ผู้อื่นฉ้อโกง และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่น”
หมายจับศาลอาญา ที่ 779/2568 วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน ทั้งนี้ในประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสนับสนุนให้มีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยเป็นประการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง”
รวมมูลค่าความเสียหายจากทุกคดีสูงถึง 2,570,575 บาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระแก้ว เพื่อดำเนินคดีในข้อหาหลัก และประสานงานไปยัง สภ.บาตูตาโมง, สภ.เมืองกำแพงเพชร และ สน.หัวหมาก เพื่ออายัดตัวดำเนินคดีตามหมายจับที่เหลืออย่างเด็ดขาด
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ และอย่าหลงเชื่อบุคคลที่อ้างตัวเป็นทนายความรับตามเงินคืนผ่านทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งมักเป็นกลุ่มมิจฉาชีพที่จ้องจะซ้ำเติมผู้เสียหายเป็นรอบที่สอง






