- 24 มี.ค. 2569
สส.ภูมิใจไทยยกทีมลงพื้นที่หลังสวน ตรวจสอบท่อระบายน้ำเสีย 12 ท่อจากฟาร์มกุ้งยักษ์ลอบปล่อยลงป่าพรุ ทำต้นเสม็ดขาวตายเกลี้ยงกว่า 2,000 ไร่
ชุมพร (24 มี.ค. 2569) – วิกฤตการณ์ทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อำเภอหลังสวนส่อเค้าบานปลายกลายเป็นศึกการเมืองครั้งใหญ่ เมื่อ 3 สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายสุพล จุลใส (สส.ลูกช้าง) เขต 3, นายกิตติรัตน์ พรหมรัตน์ เขต 2 และ นายวิชัย สุดสวาสดิ์ เขต 1 พร้อมหน่วยงานท้องถิ่นและชาวบ้านกว่า 20 คน ลงพื้นที่ตรวจสอบรอยต่อหมู่ 13 ต.บางมะพร้าว และหมู่ 17 ต.นาพญา หลังได้รับร้องเรียนว่า "ป่าพรุเสม็ดขาว" ผืนสุดท้ายของชุมชนกำลังถูกทำลายอย่างเป็นระบบ
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพิกัดจริง พบภาพที่น่าสลดใจกลางป่าพรุเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ ต้นเสม็ดขาวขนาดใหญ่ที่เคยเขียวขจียืนต้นตายแห้งกลายเป็น "สุสานไม้" เป็นบริเวณกว้าง โดยมีต้นเหตุสำคัญคือ "ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง" ของบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่ตั้งอยู่ขนานกับผืนป่า
- จุดเกิดเหตุแรก: พบการวางท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ 60 ซม. จำนวนถึง 12 ท่อ พุ่งตรงเข้าหาป่าพรุ เพื่อระบายน้ำเสียที่มีฟองสีดำขุ่นลงสู่ธรรมชาติโดยตรง
- จุดเกิดเหตุที่สอง: พบการขุดลำคลองกว้างกว่า 10 เมตร ยาวนับกิโลเมตร เพื่อบังคับน้ำเสียให้ไหลลงสู่คลองนาพญาออกสู่ทะเล และยังมีการขุดร่องน้ำแยกเพื่อให้น้ำเค็มไหลเข้าไปขังในผืนป่าเสม็ดขาว จนพืชพรรณท้องถิ่นไม่สามารถทนความเค็มได้และล้มตายในที่สุด
นายสุพล จุลใส (สส.ลูกช้าง) กล่าวด้วยอารมณ์ดุดันหลังเห็นสภาพป่าว่า "เห็นแล้วสะเทือนใจ นี่คือการฆาตกรรมระบบนิเวศ แหล่งทำมาหากินของชาวบ้านพังพินาศหมด แต่ที่เจ็บใจที่สุดคือท่าทีของหน่วยงานรัฐ ทั้งธนารักษ์ ป่าไม้ และประมง กลับทำตัวเป็นคนตาบอดมองไม่เห็นความผิดของนายทุน ทั้งที่หลักฐานคาท่อขนาดนี้"
นายสุพลยังเปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำว่า "ทีกับชาวบ้านจนๆ เข้าไปตัดไม้ทำไซ ทำลอบ เจ้าหน้าที่ขยันจ้องจะจับทันที แต่พอนายทุนระดับประเทศมาทำลายป่าเป็นพันไร่กลับไม่มีใครกล้าขยับ" โดยเตรียมนำเรื่องนี้เข้าสู่กรรมาธิการและเสนอให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย สั่งการลงโทษทั้งตัวนายทุนและเจ้าหน้าที่ที่ละเลยหน้าที่จนทำให้สมบัติชาติเสียหาย
ด้านข้อมูลจาก อบต.นาพญา ระบุว่าที่ดินผืนนี้เป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข ชพ.549 ซึ่งเคยมีโครงการ "ธนารักษ์ประชารัฐ" ลงมาจัดระเบียบผู้เช่าเมื่อปี 2564 แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้นายทุนเข้ามาครอบครองและสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ทำลายธรรมชาติ โดยไม่มีการกำกับดูแลที่เข้มงวด ปล่อยให้มีการรุกล้ำและปล่อยน้ำเสียจนป่าล่มสลาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ชาวชุมชนกำลังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบย้อนหลังถึงความโปร่งใสของกรมธนารักษ์
นายพิชัย ชาวบ้านผู้ร้องเรียนเปิดเผยด้วยความคับแค้นใจว่า "ตนต่อสู้เรื่องนี้มานานกว่า 4 - 5 ปี แต่ไม่เคยมีความคืบหน้า เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจแล้วก็หายไปเหมือนเดิม จนต้องหันมาพึ่งสื่อโซเชียลโดยอัดคลิปแล้วนำไปโพสต์จนเป็นข่าวใหญ่ผู้คนให้ความสนใจ วันนี้ผมสบายใจขึ้นที่ สส. และนักข่าวลงมาดูด้วยตาตัวเอง พวกเราไม่ได้อยากได้ที่ดินผืนนี้มาครอบครอง แต่เรายอมไม่ได้ถ้าจะปล่อยให้นายทุนมายึดครองและทำลายป่าจนหมดสิ้น"






