- 26 มี.ค. 2569
"น้องแรม" พูดไม่ได้อีกแล้ว จับจุดโป๊ะ "ต้อมหนุ่มลาว" ให้การกับตำรวจ ไม่แปลกใจ โดนสอบปากคำไป ยิ้มแบบไม่สะทกสะท้าน
คดีสะเทือนขวัญย่านแจ้งวัฒนะยังคงมีหลายจุดที่สังคมจับตา โดยเฉพาะ “คืนก่อนเกิดเหตุ” ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญว่า ผู้ก่อเหตุไปพบผู้เสียชีวิตได้อย่างไร และฝ่ายหญิงยินยอมกลับไปด้วยหรือไม่ หลังทั้งคำให้การของผู้ต้องหา และคำบอกเล่าจากเพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิต เริ่มทำให้ไทม์ไลน์ของคดีนี้ชัดขึ้นทีละส่วน
ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัว “นายต้อม” หนุ่มชาวลาว ผู้ต้องหาในคดีลงมือกับแฟนสาวและนำร่างไปแยกชิ้นส่วนอำพรางคดี มาสอบสวนที่ สน.ทุ่งสองห้อง เจ้าตัวยอมรับสารภาพเบื้องต้น พร้อมอ้างว่ามูลเหตุสำคัญมาจาก ความหึงหวง และความขัดแย้งเรื่องการใช้ชีวิตในประเทศไทย
จากแนวทางสอบสวนของตำรวจ ระบุว่า วันที่ 21 มีนาคม 2569 นายต้อมได้ ตามรอยผู้เสียชีวิตจากโซเชียลมีเดียและ TikTok จนทราบว่าแฟนสาวไปทำงานอยู่ที่ จ.ชลบุรี จากนั้นจึงเดินทางไปหา ก่อนจะ พาตัวกลับมายังห้องพักในซอยแจ้งวัฒนะ 14 ในวันที่ 22 มีนาคม
โดยจากการสอบสวนของ ผบช.น. พบว่ามูลเหตุจูงใจหลักมาจาก ความหึงหวง โดยมีลำดับเหตุการณ์คือ
- ปลายเดือน ก.พ. ทั้งคู่ทะเลาะกันรุนแรงจนฝ่ายหญิงหนีไป
- 21 มี.ค. นายต้อมตามแกะรอยจากโซเชียลมีเดียและ TikTok จนพบว่าแฟนสาวทำงานอยู่ที่ จ.ชลบุรี จึงไปดักรอและพาตัวกลับมาที่ห้องพักในวันที่ 22 มีนาคม
แต่ก่อนจะพากลับมาได้ก็ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปในร้าน ตนก็แอบรอดูอยู่นอกร้าน จนเวลาประมาณตี 5 ก็เห็นแฟนเดินออกมาจากร้านพร้อมกับลูกค้า ตนได้เดินไปหาแฟนและลูกค้าได้เดินกลับไปในร้าน ได้ยินเจ้าของร้านบอกกับลูกค้าว่า “ให้กลับไปก่อน แล้วค่อยไปหาแฟนที่ห้องพัก”
- วันเกิดเหตุ นายต้อมพยายามเกลี้ยกล่อมให้แฟนสาวกลับประเทศลาวด้วยกัน แต่ฝ่ายหญิงปฏิเสธเพราะต้องการทำงานในไทย จนเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง
ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ได้ขู่ว่าจะโทรไปหาญาติพี่น้องของแฟนสาวว่า ถ้ากลับไปด้วยจะรับญาติพี่น้องมาดูว่าแฟนทำงานอะไร แฟนบอกอายไม่อยากให้ใครรู้ จึงยอมกลับมากับตนที่กรุงเทพฯ เมื่อมาถึงบอกเหนื่อยขอนอน ไม่ได้ทะเลาะกัน ซึ่งตั้งใจจะพากลับบ้าน เพื่อให้ญาติผู้ใหญ่ไกล่เกลี่ยให้
- นายต้อมพลั้งมือบีบคอแฟนสาวจนเสียชีวิตภายในห้องพัก ก่อนจะตัดสินใจชำแหละศพในห้องน้ำเพื่ออำพราง เนื่องจากไม่รู้วิธีเคลื่อนย้ายร่างที่สมบูรณ์ออกไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากคำบอกเล่าของ เพื่อนร่วมงาน “น้องแรม” กลับพบว่า รายละเอียดบางช่วงเวลา สอดคล้องกับข้อมูลตำรวจในภาพรวม แต่ก็มีบางจุดที่ทำให้เกิดคำถามตามมาเช่นกัน
เพื่อนร่วมงานยืนยัน “ผู้ก่อเหตุมาเฝ้าถึงหน้าร้าน”
เพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งเล่าว่า ในคืนวันนั้น ผู้ก่อเหตุได้ สะพายกระเป๋าสีดำ มานั่งรอและเดินวนไปมาอยู่บริเวณ หน้าร้านที่ผู้เสียชีวิตทำงาน โดยหลังเลิกงานแล้ว ฝ่ายหญิง ไม่ยอมออกมาจากห้องภายในร้าน คล้ายกับว่ากำลัง หลบหรือหวาดกลัวบางอย่าง
ขณะที่เพื่อนร่วมงานอีกรายให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกันว่า ชายผู้ก่อเหตุมาเฝ้าตั้งแต่ช่วงประมาณ 3 - 4 ทุ่มของคืนวันที่ 21 มีนาคม และยังคงเดินไปมาอยู่หน้าร้านตลอดทั้งคืน กระทั่งถึงช่วงเช้า ผู้เสียชีวิตจึงออกมาจากร้าน และมีคนเห็นว่าทั้งคู่ ยืนคุยกันอยู่
จุดนี้ถือว่า สอดคล้องกับแนวทางสอบสวนของตำรวจ ที่ระบุว่า นายต้อมตามไปพบผู้เสียชีวิตได้จริงในวันที่ 21 มีนาคม หลังแกะรอยจากโลกออนไลน์
จุดที่ “ตรงกัน” คือ นายต้อมตามหาเจอ และไปถึงที่ทำงานจริง
เมื่อเทียบกันระหว่าง คำให้การของผู้ต้องหา กับ คำบอกเล่าของเพื่อนร่วมงาน จะพบว่าอย่างน้อยมี 2 ประเด็นที่ พูดไปในทิศทางเดียวกัน คือ
ผู้ก่อเหตุ ตามหาผู้เสียชีวิตจนพบ
และ เดินทางไปถึงสถานที่ทำงานจริง ในคืนวันที่ 21 มีนาคม
ข้อมูลจากทั้งสองฝั่งจึงช่วยยืนยันว่า ช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุไม่ได้เป็นการ “ติดต่อพูดคุยกันปกติ” เพียงอย่างเดียว แต่มีลักษณะของการ เฝ้ารอ ติดตาม และพยายามพบตัวให้ได้
แต่จุดที่ยังน่าตั้งคำถาม คือ “ผู้เสียชีวิตยอมกลับไปเอง หรืออยู่ในภาวะกดดัน”
แม้ไทม์ไลน์จะเริ่มชัดขึ้น แต่สิ่งที่ยังเป็นประเด็นสำคัญคือ ผู้เสียชีวิตกลับไปกับนายต้อมด้วยความสมัครใจ หรืออยู่ภายใต้ความกดดันบางอย่าง
เพราะจากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมงาน ระบุชัดว่า หลังเลิกงานแล้ว ผู้เสียชีวิต ไม่ยอมออกจากห้องในร้าน และมีลักษณะ คล้ายหวาดกลัว ผู้ก่อเหตุที่มาเฝ้าอยู่ด้านนอก ข้อมูลส่วนนี้ทำให้ภาพของเหตุการณ์ ต่างจากการ “ตามไปเจอแล้วพากลับ” แบบปกติ อยู่พอสมควร
อีกทั้งเพื่อนร่วมงานยังยืนยันด้วยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นคน นิสัยดี ไม่เคยมีปัญหากับใคร และเพิ่งมาทำงานที่ร้านแห่งนี้ได้ ยังไม่ถึง 1 เดือน ทำให้หลายคนที่รู้จักรู้สึกสะเทือนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมาก
คำให้การผู้ต้องหาอ้าง “ชวนกลับลาว” ก่อนมีปากเสียงในห้องพัก
ในส่วนของเหตุจูงใจ นายต้อมให้การกับตำรวจว่า หลังพาผู้เสียชีวิตกลับมายังห้องพักในพื้นที่ ซอยแจ้งวัฒนะ 14 แล้ว ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้แฟนสาว เดินทางกลับประเทศลาวด้วยกัน แต่ฝ่ายหญิงปฏิเสธ เพราะต้องการทำงานอยู่ในประเทศไทยต่อ จนนำไปสู่การโต้เถียงอย่างรุนแรง
จากนั้น ผู้ต้องหายอมรับว่าได้ ทำจนแฟนสาวจนเสียชีวิตภายในห้องพัก ก่อนจะแยกร่างภายในห้องน้ำเพื่ออำพรางคดี โดยอ้างว่าไม่รู้จะนำร่างออกจากห้องอย่างไร
เจ้าตัวยังยอมรับด้วยว่า ใช้ทักษะจากการเป็น พ่อครัวแล่เนื้อสัตว์ ในการแยกชิ้นส่วนร่างออกเป็น 8 ส่วน ก่อนนำใส่ถุงดำและนำไปทิ้งตามจุดต่าง ๆ ริม คลองประปา ใกล้โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง
- สังคมจับตา “คืน 21 มี.ค.” คือจุดเปลี่ยนสำคัญของคดี
จากข้อมูลทั้งหมด ทำให้คืนวันที่ 21 มีนาคม 2569 กลายเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของคดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้ก่อเหตุไปพบผู้เสียชีวิตถึงที่ทำงาน และเป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่ทั้งคู่จะกลับมายังห้องพักในกรุงเทพฯ
แม้คำให้การของผู้ต้องหาและข้อมูลจากเพื่อนร่วมงานจะมีหลายส่วนที่ สอดคล้องกัน โดยเฉพาะเรื่องการ ไปเฝ้ารอถึงหน้าร้าน แต่สิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจสังคมคือ ภาพสุดท้ายก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ กดดันและหวาดกลัวมากน้อยแค่ไหน
ขณะนี้ตำรวจยังคงเดินหน้ารวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด ทั้งคำให้การ พยานแวดล้อม ภาพจากกล้องวงจรปิด และการตรวจสอบเส้นทางก่อนเกิดเหตุ เพื่อประกอบสำนวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป






