- 18 เม.ย. 2569
กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ส่งสัญญาณเตือน "ตับอักเสบเอ" พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เสี่ยงระบาดในช่วงฤดูร้อน ชี้ติดต่อผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้เผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยเกี่ยวกับ “โรคตับอักเสบเอ” หลังพบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 2 เท่า ซึ่งถือเป็นสัญญาณความเสี่ยงของการระบาดในช่วงฤดูร้อน
จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรค (DDS) พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี สะท้อนถึงความเสี่ยงในการเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน หากไม่มีการควบคุมอย่างทันท่วงที
โรคตับอักเสบเอ เป็นโรคติดต่อที่แพร่ผ่านทางอาหารและน้ำ โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุก น้ำดื่ม หรือน้ำแข็งที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงการปนเปื้อนจากสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม
ในระยะแรก ผู้ป่วยมักมีอาการไม่ชัดเจน เช่น ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ก่อนจะมีอาการเด่นชัดขึ้น ได้แก่ ตัวเหลือง ตาเหลือง และปัสสาวะสีเข้ม อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่แสดงอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้ ทำให้โรคนี้เป็น “ภัยเงียบ” ที่กระจายตัวได้ง่าย
อีกหนึ่งความท้าทายคือ โรคมีระยะฟักตัวค่อนข้างนาน เฉลี่ยประมาณ 28 วัน ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบแหล่งที่มาของการติดเชื้อ อีกทั้งยังสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนแสดงอาการ ทำให้การควบคุมโรคทำได้ยาก
เมื่อเกิดการระบาด การสอบสวนโรคจึงมีความซับซ้อน เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคที่หลากหลาย และการรับประทานอาหารจากหลายแหล่ง ทำให้ต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางระบาดวิทยาเพื่อเชื่อมโยงแหล่งที่มาของเชื้อ
ทั้งนี้ แนวทางควบคุมโรคจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก การเฝ้าระวังคลัสเตอร์ และการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม โรคตับอักเสบเอสามารถป้องกันได้ โดยเริ่มจากพฤติกรรมง่าย ๆ ได้แก่ รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรืออาหารที่ไม่มั่นใจ และล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
กองระบาดวิทยาเน้นย้ำว่า การป้องกันโรคเริ่มต้นได้จากตัวเราเอง หากประชาชนให้ความสำคัญกับสุขอนามัย ก็สามารถลดความเสี่ยงและหยุดการแพร่ระบาดได้ตั้งแต่ต้นทาง
ที่มา : สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth






