โฆษก ตร. โต้ทนายบิ๊กโจ๊ก ชี้แจง คลิปเสียงคดีสินบนทองคำ 246 บาท ไม่ใช่ AI ผ่านพิสูจน์วิทยาศาสตร์แล้ว ยืนยันถูกต้องตามกฎหมาย

วันที่ 22 เม.ย. 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึง กรณีที่ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร แถลงข่าวโต้แย้งข้อเท็จจริงเรื่องคลิปเสียงที่ถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีสินบนทองคำมูลค่า 246 บาท โดยฝ่ายทนายความ บอกว่าคลิปเสียงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำมาเปิดเผยอาจเป็นการใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดัดแปลงข้อมูล

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า คลิปเสียงที่นำมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมานั้น ได้ผ่านกระบวนการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานอย่างครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว และถือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ

ของจริงไม่ใช่ AI  คลิปเสียง"บิ๊กโจ๊ก"คดีสินบนทองคำ 246 บาท

ส่วนประเด็นที่ทนายความตั้งคำถามว่าการแถลงข่าวเปิดเผยคลิปเสียงดังกล่าวได้รับอนุญาตจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้ผบ.ตร. หรือไม่นั้น


พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย่อมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่เป็นที่สนใจของสังคมและสื่อมวลชน ซึ่งหมายความว่า ผบ.ตร. ได้มอบหมายและอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่แล้ว

ของจริงไม่ใช่ AI  คลิปเสียง"บิ๊กโจ๊ก"คดีสินบนทองคำ 246 บาท

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีและสถานะของนายสามารถ ภายหลังมีข้อสงสัยว่าผู้ต้องหาหายตัวไป โดยคดีนี้เริ่มต้นจากการที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย นำพยานหลักฐานมาร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหารายแรกมีสถานะเป็นกรรมการองค์กรอิสระ ทำให้คดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะไต่สวนอิสระที่ตั้งโดยประธานศาลฎีกา

ส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นที่ไม่มีสถานะดังกล่าว คดีจะอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ซึ่งได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนบุคคล 5 ราย รวมถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และนายสามารถ ผลการสอบสวนได้สรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหา 4 ราย และสั่งไม่ฟ้อง 1 ราย คือนายสามารถ โดยสำนวนทั้งหมดได้ถูกส่งไปยังพนักงานอัยการแล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อ อธิบายเพิ่มเติมโดยเปรียบเทียบคดีนี้เหมือนกรณีเด็กและผู้ใหญ่ร่วมกันทำผิด ซึ่งต้องแยกสำนวนส่งฟ้องศาลตามสถานะบุคคล จึงยืนยันว่าตำรวจดำเนินการตามกรอบกฎหมายอย่างถูกต้อง ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องอำนาจการสอบสวน ฝ่ายผู้ต้องหาสามารถนำไปต่อสู้ในชั้นศาลได้

สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องความเกี่ยวข้องของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ และนายสามารถ
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า การพิจารณาความผิดต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก ซึ่ง พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นผู้ริเริ่มนำหลักฐานมาแจ้งความดำเนินคดี ขณะที่นายสามารถ ซึ่งถูกซัดทอดว่าเป็นผู้นำทองคำมาให้ สามารถนำพยานหลักฐานมาชี้แจงจนพนักงานสอบสวนเชื่อได้ว่าไม่มีเจตนาร่วมกระทำผิด จึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวถึง ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับที่มาของคลิปเสียงว่า นายสามารถเป็นผู้นำคลิปเสียงดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนด้วยตนเอง ซึ่งหมายความว่านายสามารถเป็นผู้บันทึกเสียงการสนทนานั้นไว้

ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ AI ดัดแปลงเสียงว่า

พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์มีกระบวนการตรวจสอบที่แน่ชัด ไม่สามารถอ้างอิงเพียงความเห็นส่วนตัวได้ และเชิญชวนให้สื่อมวลชนลองนำคลิปเสียงที่ทนายความสร้างจาก AI มาเปรียบเทียบกับคลิปเสียงของตำรวจ เพื่อพิสูจน์ความแตกต่างด้วยตนเอง หากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหามีข้อสงสัย สามารถนำไปต่อสู้ในชั้นศาลได้ตามกระบวนการยุติธรรม

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคดีสินบนทองคำตามสื่อโซเชียล พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมองว่าเป็นการเบี่ยงเบนหรือผิดจากข้อเท็จจริง ขอฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวหรือแสดงความคิดเห็นในเชิงที่อาจทำให้บุคคลหรือฝ่ายใดเสียหาย