- 24 เม.ย. 2569
วิกฤตมะม่วงน้ำดอกไม้กาฬสินธุ์ราคาตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี จากกิโลกรัมละ 60 บาท เหลือเพียง 3 บาท หลังเจอผลกระทบค่าน้ำมันพุ่งเที่ยวละหมื่น ทำระบบขนส่งสะดุด
กาฬสินธุ์ (24 เมษายน 2569) – ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์การเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้และมะม่วงแก้วในพื้นที่ ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบเหงา แม้ปีนี้ผลผลิตจะออกมาสวยงามและรสชาติหวานฉ่ำ แต่เกษตรกรกลับต้องเผชิญกับราคาที่ตกต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ
นางสาวภันทิสา เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง เปิดเผยว่า ทำการปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้และมะม่วงแก้วมาประมาณ 10 ปี เป็นการกลุ่มแปลงใหญ่เกษตรกรนับร้อยราย พื้นที่หลายพันไร่ จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับล้งแถบภาคกลาง ทุกฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาก็จำหน่ายเรื่อยๆ ตามปกติ กก.ละ 30-60 บาทตามกลไกตลาดและคุณภาพของมะม่วง มีกำไรทุกปี โดยปีนี้เริ่มต้นเก็บเกี่ยวผลผลิตต้นเดือน เม.ย. ได้ราคา กก.ละ 35-40 บาท แต่พอจะถึงเทศกาลสงกรานต์ เกิดวิกฤติน้ำมันขาดแคลน บรรยากาศการค้าขายพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ มีปัญหาการขนส่ง ราคาเริ่มตกต่ำ เหลือที่ราคา กก.ละ 3-5 บาทเท่านั้น บางส่วนขายไม่ได้ ผลมะม่วงจึงตกค้างเต็มสวน และสุกหล่นเสียหายจำนวนมาก
ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยราคาซื้อขายมะม่วงตกต่ำอย่างนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ทำเอาเกษตรกรชาวสวนมึนงง ทำอะไรไม่ถูก เพราะไหนจะต้องเก็บผลจากสวน ทำการคัดแยกและบรรจุเพื่อการขนส่ง ทุกขั้นตอนมีรายจ่ายทั้งนั้น โดยค่าจ้างแรงงานวันละ 300-400 บาท หากล่วงเวลาวันละ 700 บาทต่อราย ขณะที่ขายมะม่วงขาดทุน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้วางแผนรับมือมาก่อน ก็ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร จะแปรรูปโดยการทำมะม่วงกวนหรืออย่างอื่นก็ไม่ได้เตรียมการไว้ ปีหน้าค่อยวางแผนสำรองใหม่ ปีนี้ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย เพราะขาดทุนยับเยิน แก้ไขสถานการณ์อะไรไม่ทัน ก็ได้ปลอบในตัวเองไปวันๆว่าได้เก็บมะม่วงขายพอได้เงินซื้อน้ำแข็งกินคลายร้อน และพอมีเงินใช้จ่ายในครัวเรือนเท่านั้น
ขณะที่นายคำพันธ์ อายุ 69 ปี เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงบ้านบึงวิชัยอีกราย กล่าวว่าผลผลิตมะม่วงปีที่ผ่านมา ตนขายได้เงินประมาณ 3 แสนบาท หักค่าปุ๋ยเคมี ค่าบำรุง ค่าแรงงานแล้ว ก็พอมีกำไร และเป็นทุนหมุนเวียน แต่ปีนี้ผลผลิตดีมาก มะม่วงสวยทุกลูก ราคาเริ่มต้นค่อนข้างสูง ตนขายได้ในราคา กก.ละ 50-60 บาท หรือตันละ 5-6 หมื่นบาท ชาวสวนทุกคนต่างดีใจ มองเห็นอนาคตที่สดใส แต่อยู่ๆก็เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน การขนส่งมะม่วงไปยังล้งต่างๆในหลายจังหวัด โดยเฉพาะที่ภาคกลางเกิดสะดุด จะบรรทุกมะม่วงไปส่งเอง หรือเถ้าแก่ล้งจะขึ้นมารับซื้อถึงที่เองก็มีปัญหาด้านน้ำมัน ปัญหาการจำหน่ายมะม่วงเริ่มเกิดขึ้น กระทั่งถึงทุกวันนี้ที่เข้าสู่ช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว ขายได้แค่ กก.ละ 3 บาท หรือตันละ 2-3 พันบาทเท่านั้น ซึ่งก็พอที่จะได้ค่าปุ๋ยเคมีคืนบ้าง ส่วนจะกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ ยังไม่อยากคิดในตอนนี้ เพราะยังมึนงงกับสถานการณ์เหลือเกิน
ด้านนางไพรินทร์ เถ้าแก่ล้งจาก จ.กำแพงเพชร ระบุว่าการรับซื้อผลผลิตมะม่วงฤดูกาลนี้มาปัญหามาตั้งแต่น้ำมันขึ้นราคา จนเกษตรกรไม่สามารถจ้างรถขนส่งหรือบรรทุกมะม่วงนำส่งล้งได้ จึงได้โทร.ให้ตนขึ้นมารับซื้อถึงที่ โดยพื้นที่ ต.บึงวิชัย มีล้งขึ้นมาเปิดจุดรับซื้อถึง 5 จุด เพื่อช่วยระบายผลผลิตออกให้ทันก่อนได้รับความเสียหาย แต่ด้วยต้นเหตุของปัญหาน้ำมันขาดแคลนและราคาสูง ก็เป็นอุปสรรคต่อการรับซื้อ จึงจำเป็นต้องปรับราคาซื้อลงตามกลไก กำหนดราคาขั้นต่ำ กก.ละ 3 บาทไม่เกิน 5 บาทตามคุณภาพ ถึงแม้วันนี้น้ำมันจะลดลงบ้าง แต่ระบบการตลาดหรือการค้าการขาย ที่เกิดการสะดุดก่อนหน้านี้ ก็ยังมีผลกระทบต่อเนื่องกับภาคธุรกิจการค้าขายอยู่ดี
“ทุกปีที่ผ่านมาค่าขนส่งเที่ยวละ 6 พันบาท แต่ปีนี้สิ้นเปลืองค่าน้ำมันเที่ยวละ 1 หมื่นบาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงทีเดียว ในส่วนปริมาณมะม่วงที่ซื้อไป เมื่อถึงปลายทางก็เกิดความเสียหายเป็นธรรมดา เนื่องจากสภาพอากาศร้อนมาก มีผลให้ลูกมะม่วงเกิดการเน่าเสีย อย่างเมื่อวานซื้อไป 9 ตันกว่า ไปถึงปลายทางที่ล้งเหลือจากการคัดแยกเพียง 8 ตันกว่าเท่านั้น ซึ่งน้ำหนักลดหายไป ขาดทุนเฉลี่ยต่อเที่ยวถึง 2 พันกว่าบาททีเดียว ทำให้บรรยากาศการซื้อข่ายมะม่วงปีนี้วิกฤติมาก และรู้สึกสงสารเกษตรกรมาก ขณะที่ตนเองที่เป็นแม่ค้าคนกลางก็ได้รับผลกระทบหนักไม่ด้อยไปกว่ากัน จะเลิกกลางคันก็ไม่ได้เพราะเป็นอาชีพ ก็ต้องทนสู้ต่อไปเพื่ออนาคตจะดีขึ้น ซึ่งหวังว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะลงมาดูปัญหาและมีมาตรการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนมะม่วง รวมทั้งผู้ประกอบการค้ามะม่วงด้วย” นางไพรินทร์กล่าวในที่สุด






