- 28 เม.ย. 2569
เมื่อเวลา 13.00 น. ตำรวจไซเบอร์ชี้คอนเทนต์ “ยาแนว-แป้ง” เสี่ยงผิดหลายข้อหา เตือนอินฟลูฯ อย่าบิดเบือนข้อมูล!
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) เปิดเผยถึงกรณีคอนเทนต์ในโซเชียลที่มีการนำ “ปูนยาแนว” หรือวัสดุอื่นมาอ้างว่าเป็นเพียงแป้ง เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและเรียกยอดผู้ติดตาม ว่า การกระทำลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดหลายกฎหมาย ทั้งทางอาญาและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
โดยในส่วนของความผิดเกี่ยวกับร่างกาย หากมีการนำสารหรือวัสดุไปทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ จะพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ฐานทำร้ายร่างกาย โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท แต่หากถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส เช่น สูญเสียการมองเห็น จะเข้าข่ายมาตรา 297 ซึ่งมีโทษรุนแรงขึ้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับสูงสุด 200,000 บาท
ขณะเดียวกัน หากมีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เช่น อ้างว่าสารอันตรายเป็นเพียงแป้ง หรือสลับข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจผิด จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
รอง ผบช.สอท. ระบุว่า ขณะนี้มีบริษัทที่เกี่ยวข้องได้ออกหนังสือชี้แจงแล้ว และหากมีการแจ้งความดำเนินคดี จะสามารถพิจารณาความผิดเพิ่มเติมได้ เช่น การละเมิดสิทธิสินค้า และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยคดีในส่วนพื้นที่จะให้สถานีตำรวจท้องที่ดำเนินการ ขณะที่ตำรวจไซเบอร์จะทำหน้าที่สืบสวนด้านเทคนิคควบคู่กัน
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ทำคอนเทนต์รายดังกล่าว มีการเผยแพร่ผ่านหลายแพลตฟอร์ม รวมถึงบางช่องทางมีผู้ติดตามเกือบ 1 ล้านคน และยังมีคลิปอื่นที่เข้าข่ายไม่เหมาะสม ทั้งด้านเนื้อหาและพฤติกรรมความรุนแรง ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ยังกล่าวถึงภาพรวมอาชญากรรมออนไลน์ว่า ปัจจุบันมีคดีออนไลน์ถึง 14 ประเภท สร้างความเสียหายเฉลี่ยเกือบ 70 ล้านบาทต่อวัน แม้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ตัวเลขจะลดลงชั่วคราว แต่หลังจากนั้นยังกลับมาสูงขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้ช่วยตรวจสอบและระงับคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว โดยชี้ว่าในอนาคตอาจต้องมีกฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้การขอข้อมูลและการปิดกั้นทำได้รวดเร็วกว่าปัจจุบัน
ด้าน พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (รอง ผบก.สอท.1) เปิดเผยถึงการดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จในโลกออนไลน์ โดยระบุว่า หากพบการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยเจตนาทุจริต เช่น การสร้างคอนเทนต์เพื่อเรียกยอดผู้ติดตาม หรือสร้างกระแสให้ประชาชนเข้าใจผิด เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายทันที โดยเฉพาะกรณีที่เนื้อหาบิดเบือนข้อเท็จจริงจนทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานจากคำพูดและเนื้อหาที่เผยแพร่ หากเข้าข่ายเป็นข้อมูลเท็จชัดเจน และมีการแชร์ต่อในวงกว้างจนกระทบสังคม จะสามารถดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ได้ โดยเบื้องต้นอาจออกหมายเรียกให้เข้ามาให้ปากคำก่อน แต่หากพฤติการณ์ร้ายแรงและเจตนาชัดเจน ก็สามารถพิจารณาออกหมายจับได้ทันที ในส่วนของโทษทางกฎหมาย ระบุว่า มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ด้านการเฝ้าระวังในโลกออนไลน์ พันตำรวจเอกทำนุรัฐ ยืนยันว่า มีการติดตามควบคู่กันทั้งในเชิงกายภาพและทางดิจิทัล หากพบว่ามีการโพสต์หรือแชร์ข้อมูลเท็จ บิดเบือน หรือเนื้อหาที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและขยายผลทันที ส่วนมาตรการปิดกั้นข้อมูล หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ แม้ไม่มีผู้เสียหายร้องเรียน เจ้าหน้าที่ก็สามารถเสนอให้ปิดกั้นข้อมูลหรือเว็บไซต์ได้ โดยกระบวนการส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ผ่านความร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจจับและลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง






