DSI รวบสาวเมียนมา ลอบใช้ไฟหลวงขุดเหมืองบิตคอยน์เถื่อน

(วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569) DSI รวบสาวเมียนมา เครือข่ายเหมืองขุดบิตคอยน์เถื่อน ลอบใช้ไฟหลวงเสียหายหลายล้าน

วานนี้ (วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569) เวลาประมาณ 19.20 น. ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าวได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เทียนทะเล ร่วมกันจับกุม นางสาวเอ (สงวนนามสกุล) สัญชาติเมียนม่า ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 6799/2568 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันกระทําการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทํางานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทํางานได้ตามปกติ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ร่วมกันลักทรัพย์ และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา และร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2552 และประมวลกฎหมายอาญา โดยเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ที่บริเวณริมถนนในเขตบางขุนเทียน จังหวัดกรุงเทพมหานครทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมถึงแจ้งว่าต้องบันทึกภาพและเสียง อย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมตัวจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ให้ผู้ต้องหาได้รับทราบแล้ว จากนั้นได้ควบคุมตัวส่งมอบให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษผู้รับผิดชอบ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

DSI รวบสาวเมียนมา ลอบใช้ไฟหลวงขุดเหมืองบิตคอยน์เถื่อน

คดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 21/2568 โดยนางสาวเอ เป็นผู้ต้องหาในกลุ่มที่ลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าของทางราชการเพื่อดำเนินการขุดบิตคอยน์ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียง ในช่วงปี พ.ศ. 2566 - ต้นปี 2568 โดยมีความใกล้ชิดกับหัวหน้าขบวนการ ที่จัดหาคนงานชาวไทย ประสานเครือข่ายบุคคลสัญชาติไทย และเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วน เพื่อจัดหาโกดังลับสำหรับใช้เป็นที่ตั้งเหมืองขุดบิตคอยน์เถื่อน

DSI รวบสาวเมียนมา ลอบใช้ไฟหลวงขุดเหมืองบิตคอยน์เถื่อน

ทั้งนี้ การดำเนินการในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีพิเศษ เป็นไปตามข้อสั่งการของ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พันตำรวจตรี จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่กำหนดให้ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ซึ่งเป็นหน่วยงานขึ้นตรงการบังคับบัญชา จัดชุดปฏิบัติการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ เพื่อนำตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดที่ยังหลบหนีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป