- 09 พ.ค. 2569
เพื่อนบ้านเล่านิสัยหนุ่มจีนรถคว่ำก่อนค้นเจอคลังแสงในบ้าน ยิ่งตกใจหนักหลังรู้ข่าว ไม่คิดจะเป็นแบบนี้ รู้หน้าไม่รู้ใจของจริง
ช่วงเช้าวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.อาทิตย์ แสนปัญญา รองสารวัตรสอบสวน สภ.นาจอมเทียน เจ้าของคดี ได้เบิกตัวนายหมิงเฉิน ซุน อายุ 30 ปี สัญชาติจีน ออกจากห้องควบคุมผู้ต้องหา เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติมภายในห้องพนักงานสอบสวน โดยมีล่ามแปลภาษาร่วมรับฟังตลอดการสอบสวน กรณีอุบัติเหตุรถยนต์หรูเสียหลักพุ่งเฉี่ยวชนแท่นปูนแบริเออร์ บริเวณถนนเลียบทางรถไฟห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน เข้าตรวจสอบและพบสิ่งผิดปกติภายในรถยนต์ กระทั่งนำไปสู่การขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพัก และพบอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด C4 รวมถึงยุทโธปกรณ์ทางทหารจำนวนมาก
ระหว่างถูกควบคุมตัว ผู้ต้องหามีสีหน้านิ่งเฉย พูดน้อย และมีอาการเหม่อลอยตลอดเวลา ก่อนเจ้าหน้าที่จะพิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติ และควบคุมตัวขึ้นรถผู้ต้องหา เพื่อนำส่งฝากขังต่อศาลจังหวัดพัทยา เนื่องจากตรงกับวันเสาร์ซึ่งศาลเปิดทำการครึ่งวัน และกำลังเข้าสู่ช่วงวันหยุดราชการต่อเนื่อง
รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยจัดรถสายตรวจนำขบวนและรถติดตามประกบตลอดเส้นทาง เนื่องจากประเมินว่าคดีดังกล่าวมีความละเอียดอ่อน และอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ อีกทั้งยังพบว่าผู้ต้องหามีภาวะเครียดสะสมและเข้าข่ายซึมเศร้า จึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดระหว่างควบคุมตัว
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาหนักหลายกระทง ประกอบด้วย มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ครอบครองอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ครอบครองวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต และครอบครองยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม
ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.นภัสพงศ์ โฆษิตสุริยมณี ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนำหนังสือเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร หรือ “แบล็กลิสต์” เข้าแจ้งสิทธิ์ให้ผู้ต้องหารับทราบแล้ว เตรียมผลักดันออกนอกประเทศทันที หลังสิ้นสุดกระบวนการทางกฎหมาย
ส่วนหญิงสาวที่ปรากฏในภาพช่วงเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงเพื่อนของผู้ต้องหา โดยทั้งคู่รู้จักกันระหว่างที่ผู้ต้องหาเดินทางท่องเที่ยวประเทศไต้หวัน เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งหญิงสาวรายดังกล่าวทำหน้าที่เป็นไกด์นำเที่ยว ก่อนจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงเดือนเมษายน และติดต่อให้ผู้ต้องหาพาเที่ยวในพื้นที่พัทยา จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในบ้านพัก พบว่าทั้งสองพักอาศัยแยกห้องกันมาตลอด อีกทั้งหญิงสาวยังมีตั๋วเครื่องบินเตรียมเดินทางกลับประเทศในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ แต่กลับมาเกิดเหตุเสียก่อน ทำให้ขณะนี้ตำรวจยังไม่พบพยานหลักฐานเชื่อมโยงหญิงสาวเข้ากับอาวุธสงครามหรือวัตถุระเบิดที่ตรวจพบ
นอกจากนี้ เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ของคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นิมิตรใหม่ ร่วมกับชุดสืบสวน บก.สส.บช.น. และ กก.สส.บก.น.3 ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่งย่านถนนหทัยราษฎร์ แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร หลังพบข้อมูลว่าเกี่ยวข้องกับอดีตภรรยาของนายหมิงเฉิน จากการสอบสวน น.ส.จันทิมา ให้การว่า เคยจดทะเบียนสมรสกับนายหมิงเฉิน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 ก่อนจะจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 โดยทั้งคู่รู้จักกันระหว่างรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งก่อนคบหาและใช้ชีวิตร่วมกันช่วงหนึ่ง ซึ่งหลังแต่งงาน นายหมิงเฉินจะเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยเป็นประจำ โดยอ้างว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับรถเช่าในประเทศเกาหลี และมักพักอาศัยอยู่ในพื้นที่พัทยามากกว่า
อดีตภรรยายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลังหย่าร้างกันแล้ว ไม่ได้ติดต่อหรือพบเจอกันอีก ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักดังกล่าว ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายหรือวัตถุอันตรายเพิ่มเติมแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงอยู่ระหว่างเร่งขยายผลอย่างละเอียด เพื่อสืบหาที่มาของอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และยุทโธปกรณ์ทั้งหมด ว่าถูกลักลอบนำเข้ามาจากแหล่งใด รวมถึงมีเป้าหมายจะนำไปใช้ก่อเหตุในลักษณะใดหรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ หลังพบของกลางบางรายการเข้าข่ายเป็นยุทโธปกรณ์ทางทหารที่มีอานุภาพร้ายแรง กระทบต่อความมั่นคงของประเทศโดยตรง
สำหรับการตรวจเช็กโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา พบว่าเป็นที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะในแอปพลิเคชัน ChatGPT มีการสอบถาม AI ถึงอานุภาพของซีโฟร์ ว่าหากระเบิดซีโฟร์ทำงานจะสามารถทำลายล้างอะไรได้บ้าง ซึ่งมีลักษณะคล้ายการเตรียมวางคาร์บอมบ์ หรือก่อวินาศกรรมบางอย่าง เนื่องจากพบว่าตัวผู้ต้องหาเองมีการไปซ้อมยิงปืนและปาระเบิดกับทหารหน่วยรบพิเศษของประเทศกัมพูชา ตามหลักฐานที่พบในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาความเชื่อมโยงในทุกมิติ
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยของผู้ต้องหา พบว่าในช่วงปี 2565-2569 ผู้ต้องหามีการเดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชาหลายสิบครั้ง โดยใช้วีซ่า “Thailand Elite” ในการพำนักภายในราชอาณาจักร พบว่าเคยฝึกยิงปืน-ปาระเบิด กับหน่วยรบพิเศษกัมพูชา
อีกทั้งยังตรวจพบว่า ผู้ต้องหาครอบครองทั้งบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสัญชาติไทย หรือ “บัตรชมพู” รวมถึงหนังสือเดินทางประเทศโดมินิกาอีกด้วย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะบุคคล เส้นทางการเงิน และความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อประกอบการขยายผลด้านความมั่นคงต่อไป
และจากการตรวจสอบเครื่องกระสุนปืนไรเฟิลจู่โจม พบว่าส่วนใหญ่เป็นกระสุนของทางการทหารไทย เนื่องจากตัวกระสุนมีลักษณะหัวสีเขียว ส่วนวัตถุระเบิดอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นของประเทศใด ขณะที่บางส่วน โดยเฉพาะระเบิดซีโฟร์ พบว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ซึ่งต่อห้อยกับเสื้อเกราะกันกระสุน โดยจุดชนวนผ่านรีโมต สำหรับอาวุธปืนพกสั้นตรวจสอบเป็นของตำรวจนายหนึ่งในพื้นที่นครบาล ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล ว่าตำรวจเจ้าของปืนพกสั้นมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร
ด้านเพื่อนบ้านรายหนึ่งเล่านิสัยนายหมิงเฉิน ซุน หนุ่มจีนรายนี้ว่าปกติแล้วเป็นคนอัธยาศัยดี เมื่อเจอเพื่อนบ้านคนไหนก็มักจะพูดคุยด้วยความเป็นกันเอง แต่เมื่อทราบข่าวว่าโดนจับแถมยังมีระเบิดละอาวุธจำนวนมากอยู่ในบ้านก็รู้สึกตกใจมาก และบอกด้วยว่าหากเกิดระเบิดขึ้นในบ้านจริงๆเพื่อนบ้านในหมู่บ้านคงได้รับผลกระทบอย่างหนัก
