- 12 พ.ค. 2569
ว่าแล้วทำไมหนี้พุ่ง 100 ล้าน เซียนพระยอมรับนอกจากเรื่องพระ รถ แบรนด์เนม ยังมีเรื่องเล่นพนัน หากเสียก็นำพระไปวางเป็นมัดจำ
ดราม่าวงการเซียนพระยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุดรายการ โหนกระแส วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เปิดประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับมหากาพย์หนี้สินและข้อพิพาทในวงการพระเครื่อง ที่ขยายวงกว้างจนมีผู้เกี่ยวข้องหลายราย ทั้งเซียนพระ นักลงทุน และนักธุรกิจชื่อดัง
ก่อนหน้านี้ อั๋น โอกิ เคยออกมายอมรับผ่านรายการว่า เคยติดหนี้ “มาดามเก่ง” จริงประมาณ 400 ล้านบาท แต่ยืนยันว่าได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ขณะที่ อุ๊ กรุงสยาม ชี้แจงแทนมาดามเก่งว่า ฝ่ายหญิงไม่ได้ต้องการกดดัน โทน บางแค อย่างรุนแรง เพียงแต่อยากให้เข้ามาพูดคุยเจรจากันเท่านั้น
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงคือกรณีที่ โทน บางแค เข้าไปพบ “บิ๊กเต่า” เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกสังคมตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการให้ตำรวจช่วยทวงหนี้ ซึ่งบิ๊กเต่าได้ชี้แจงว่า โทนเป็นฝ่ายติดต่อขอเข้าพบเอง โดยจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดเกิดจากการที่มาดามเก่งไปแจ้งความดำเนินคดีกับ ต้อม นครสวรรค์ รวมถึงยังมีบุคคลอื่นอีกหลายรายที่ยังไม่เปิดเผยชื่อ ทำให้โทนเกิดความกังวลว่าตัวเองอาจเกี่ยวข้องด้วย เพราะเป็นลูกหนี้ของมาดามเก่งเช่นกัน
สำหรับรายการในวันนี้ มีผู้ร่วมพูดคุยประกอบด้วย หนุ่ม นครปฐม, เจน ปิยะทัต, ทนายสกลชัย ทนายของหนุ่ม นครปฐม และ ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิพากษ์อาภานนท์ ในฐานะทนายคนกลาง
เจน ปิยะทัต ได้โต้กระแสข่าวที่ระบุว่าตัวเองติดหนี้มาดามเก่ง โดยยืนยันว่าแท้จริงแล้วตนเป็นฝ่ายเจ้าหนี้ เพราะมาดามเก่งติดหนี้ตามสัญญากว่า 65 ล้านบาท และมีการจ่ายเช็คเด้งตั้งแต่ใบแรก จนกลายเป็นที่มาของการฟ้องร้องกันในเวลาต่อมา
ด้าน หนุ่ม นครปฐม เล่าว่า รู้จักมาดามเก่งผ่าน “เฮียตี๋ตื่น” แฟนของมาดามเก่ง โดยตนเป็นเซียนพระสายพระมาตรฐานสากล ทั้งพระเบญจภาคี พระสมเด็จ และพระดังหลายรายการ ก่อนเริ่มทำธุรกิจร่วมกันตั้งแต่ปลายปี 2565 ต่อเนื่องจนถึงปี 2567
รูปแบบการซื้อขายส่วนใหญ่เป็นระบบเครดิต มีทั้งเงินสดและเช็ค ระยะเวลาตั้งแต่ 3 เดือนถึง 10 เดือน นอกจากพระเครื่องแล้ว ยังมีการซื้อขายรถยนต์หรู โดยหนุ่ม นครปฐม ยอมรับว่า เคยซื้อรถ BMW จากมาดามเก่งในราคากว่า 5 ล้านบาท ด้วยวิธีตีเช็คผ่อนรายเดือน แต่ปัจจุบันได้คืนรถไปแล้ว
ระหว่างรายการ หนุ่ม กรรชัย ยังอธิบายเพิ่มเติมถึงพฤติกรรม “ดินพอกหางหมู” ในวงการเซียนพระ ซึ่งเป็นการซื้อรถราคาสูงกว่าท้องตลาด แลกกับการออกเช็คล่วงหน้า จากนั้นนำรถไปขายเปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อนำมาใช้หมุนเวียน เปรียบเสมือนการกู้เงินในรูปแบบหนึ่ง โดยหนุ่ม นครปฐม ยอมรับว่าเคยได้ยินวิธีนี้ แต่ยืนยันว่าไม่ได้ใช้แนวทางดังกล่าว
หนุ่ม นครปฐม ยังเล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2567 หลังกรณีของ ต้อม นครสวรรค์ ส่งผลให้ตลาดพระเครื่องได้รับผลกระทบหนัก ราคาพระตกฮวบและขาดสภาพคล่องทางการเงิน กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังคู่ค้าหลายราย รวมถึงตัวเขาเอง จนสุดท้ายต้องสรุปยอดหนี้กับมาดามเก่งอยู่ที่ประมาณ 115 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เขาชี้แจงว่า ยอดดังกล่าวรวมทั้งดอกเบี้ยและหนี้หลายส่วนเข้าด้วยกัน โดยเงินต้นจริงอาจไม่ถึง 100 ล้านบาท สัญญาระบุดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งมาดามเก่งเป็นฝ่ายคำนวณมาให้ทั้งหมด ส่วนตนเซ็นเอกสารโดยไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบคอบ และไม่ได้เก็บสำเนาสัญญาไว้ อีกทั้งยังต้องเซ็นเช็คล่วงหน้าถึง 144 ใบ เพื่อทยอยผ่อนชำระเป็นระยะเวลา 4 ปี
นอกจากนี้ หนุ่ม นครปฐม ยังยอมรับว่า หนี้ก้อนดังกล่าวไม่ได้เกิดจากพระเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการขาดทุนจากสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงหนี้จากการเล่นพนันไพ่ป็อก ที่มีการเล่นกันในกลุ่ม 3-4 คน และบางครั้งมีการใช้พระเครื่องแทนเงินพนัน ก่อนนำยอดทั้งหมดมารวมเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และเซ็นรับสภาพหนี้ในที่สุด
