สธ. ประกาศ 'ไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14

คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ยกระดับ "ไวรัสฮันตา" เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 หลังพบอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50%

15 พฤษภาคม 2569 ที่กรมควบคุมโรค  นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดย นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า หลังจากการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่มีมติให้กรมควบคุมโรคดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อรองรับการดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและทันต่อสถานการณ์

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มีการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณากำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตราย ซึ่งได้มีมติเห็นควรให้กำหนดเป็นโรคติดต่ออันตราย เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถแพร่ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ บางชนิดแพร่จากคนสู่คนได้ และเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความกังวล โดยให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Pulmonary Syndrome) และกลุ่มอาการทางไต (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome)

 

สธ. ประกาศ 'ไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14

นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่...) พ.ศ. ... (กรณีโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา) ซึ่งจะเพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 เพื่อให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อมีอำนาจตามกฎหมาย

 

 ในการสอบสวนโรค การดำเนินการหรือออกคำสั่ง เช่น การแยกกักหรือกักกัน เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดชื่อและอาการสำคัญ ดังนี้ "(14) โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) มีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะปอดอักเสบ มีของเหลวคั่งในปอด มีภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ มีอาการเลือดออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไตวายเฉียบพลัน มีอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิต" 

 

 "เกณฑ์ทางคลินิกของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา คือ ผู้ที่มีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส และมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ร่วมกับตรวจพบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ข้อ แบ่งเป็นกลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต (HFRS) ได้แก่ มีเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หรือภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือกลุ่มอาการทางเดินหายใจจากไวรัสฮันตา (HPS) ซึ่งเมื่อพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคจะต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง และลงสอบสวนภายใน 12 ชั่วโมงหลังพบเหตุสงสัยในทุกระดับ ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะมีมาตรการกักตัว 42 วันนับจากวันสัมผัสผู้ป่วยเข้าข่าย/ผู้ป่วยยืนยัน หากมีอาการให้ทำเสมือนผู้ป่วยสงสัยที่ต้องแยกกักและตรวจหาเชื้อ" นพ.สมฤกษ์กล่าว

 

สธ. ประกาศ 'ไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14

สำหรับการยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค มัการดำเนินการ ดังนี้

  • 1. การเฝ้าระวัง เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง ณ ช่องทางเข้าออกประเทศ โดยกรมควบคุมโรค จะกำหนดนิยามผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) และวางแนวทางสอบสวนโรคทันที หากพบผู้ป่วยสงสัยในประเทศ รวมถึงกำหนดมาตรการ กักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (High-risk contacts)  เป็นเวลา 42 วัน นับจากวันที่สัมผัสผู้ป่วยครั้งสุดท้าย โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง 
  • 2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ พัฒนาระบบห้องปฏิบัติการ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์วางแนวทางเก็บและส่งตรวจตัวอย่าง เพื่อตรวจยืนยันและแยกเชื้อได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ 
  • 3. การรักษาพยาบาล กรมการแพทย์ จัดทำแนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลรักษาผู้ป่วย พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันการติดเชื้อภายในสถานพยาบาลทุกแห่ง
  • 4. กลไกระดับพื้นที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลทั่วประเทศ ดำเนินการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดย กำหนดให้หน่วยบริการที่พบผู้ป่วยสงสัย ต้องรายงานข้อมูลภายใน 3 ชั่วโมง พร้อมทั้งทบทวนแนวทางการรักษา และสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบทันที

 

 "ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในระบบเฝ้าระวังของกระทรวงสาธารณสุข และขอความร่วมมือหากพบผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง และมีอาการไข้สูง หายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางทันที เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็วและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค" นพ.สมฤกษ์กล่าว

 

สธ. ประกาศ 'ไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14

 

ช่องทางการติดต่อมาสู่คน

  • จากสัตว์ฟันแทะสู่คน (ช่องทางหลัก)  คนสามารถรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้จากการสูดละอองของปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ฟันแทะ/หนูที่ฟุ้งกระจายในอากาศ
  • จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อแล้วมาสัมผัสบาดแผลบนผิวหนังหรือเยื่อบุของร่างกาย เช่น ตา จมูก ปาก
  • อาจติดเชื้อได้จากการถูกหนูกัดแต่พบได้น้อย กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสหนู เช่น การทำความสะอาดพื้นที่ปิดที่ระบาย อากาศไม่ดี การทำเกษตร ทำฟาร์ม การทำงานป่าไม้ การอาศัยในแหล่งที่มีหนูชุกชุม เป็นต้น
  • จากคนสู่คน การแพร่เชื้อไวรัสฮันตาจากคนสู่คนพบได้น้อย และมีรายงานเฉพาะในเชื้อชนิด Andes virus เท่านั้น โดยมีรายงานในทวีปอเมริกา การแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนมีความเกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในสมาชิกครอบครัวหรือคู่ครอง และมักเกิดขึ้นในระยะเริ่มต้นของการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้มาก

โรคนี้แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีอัตราป่วยตายสูง แตกต่างกันตามพื้นที่ ซึ่งบางพื้นที่อัตราป่วยตายอาจสูงถึง 30–50% ระยะฟักตัวของโรค โดยทั่วไป 1–8 สัปดาห์ หลังสัมผัสเชื้อไวรัส

 

อาการแสดง-การรักษาโรค

ระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และอาการทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการไอ หายใจลำบาก ความดันโลหิตต่ำ ไตวาย หรือมีเลือดออกร่วมด้วย โดยแบ่งอาการได้เป็น 2 กลุ่ม

  • 1.Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS): ไตวาย/เลือดออก พบในยุโรป และเอเชีย ผู้ป่วยมีอาการไข้ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดหลัง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาจมีความดันต่ำ เลือดออก และไตวายเฉียบพลัน อัตราป่วยตายแตกต่างกันตามสายพันธุ์ของไวรัส ประมาณ 1-15%
  • 2.Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS/HCPS): โรคปอดรุนแรง พบในทวีปอเมริกา ผู้ป่วยอาการเริ่มต้น คือ ไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมาประมาณ 4–10 วัน มีอาการไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก อัตราป่วยตายสูง 20-40%

การรักษาโรค ยังไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะ เน้นการรักษาตามอาการ การเข้ารับการรักษาเร็วช่วยลดอัตราการ เสียชีวิตได้

 

สธ. ประกาศ 'ไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14

 

วิธีป้องกันและควบคุมโรค

  • 1.ลดโอกาสการสัมผัสระหว่างคน และสัตว์ฟันแทะเป็นหลัก
  • 2.รักษาความสะอาดของบ้าน และสถานที่ทำงาน ปิดช่องหรือรอยเปิดที่อาจทำให้สัตว์ฟันแทะเข้าสู่ อาคารได้
  • 3. เก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิด และปลอดภัยจากสัตว์ฟันแทะ
  • 4. ใช้วิธีทำความสะอาดอย่างปลอดภัยในพื้นที่ ที่ปนเปื้อนจากสัตว์ฟันแทะ โดยหลีกเลี่ยงการกวาดแห้ง หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดมูลสัตว์ฟันแทะ ทำให้บริเวณที่ปนเปื้อนชื้นก่อนทำความสะอาด เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อ
  • 5.ใส่หน้ากากอนามัย และถุงมือยาง แล้วใช้ “น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือน้ำผสมน้ำยาซักผ้าขาว (ไฮเตอร์)” ฉีดพรมให้เปียกชุ่มก่อน ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าชุบน้ำเช็ดเก็บทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นฟุ้งเข้าจมูก
  • 6. เสริมสร้างสุขอนามัย ด้วยการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
  • 7.ในช่วงที่มีการระบาดของโรคหรือเมื่อพบผู้ป่วยสงสัย ควรมีการตรวจ และแยกผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว พร้อมติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด และดำเนินมาตรการป้องกัน และควบคุมโรคตามมาตรฐาน เพื่อจำกัดการแพร่กระจายของโรค

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้มีการประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 มาก่อน แต่เมื่อโรคโควิด-19 กลายเป็นโรคระบาดตามฤดูกาล จึงได้มีการประกาศถอนโรคโควิด-19 ออกจากการเป็นโรคติดต่ออันตราย
 

ที่มา @กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

 

สธ. ประกาศ 'ไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14

สธ. ประกาศ 'ไวรัสฮันตา' เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14