- 26 พ.ค. 2569
เปิดอาการล่าสุด เคสไวรัลงูกัด หลังรัดแขนผิดวิธีจนบวมหนักถึงไหล่ หมอเตือนชัด ห้ามทำตาม เสี่ยงขาดเลือดอันตรายถึงขั้นต้องตัดแขน
จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ "หมอสุขสันต์ ปิ่นสุวรรณ" ออกมาโพสต์เตือนประชาชนเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลผู้ถูกงูกัด โดยย้ำว่าห้ามรัดแขนหรือขันชะเนาะแน่นเด็ดขาด เพราะไม่สามารถป้องกันพิษเข้าสู่หัวใจได้ แถมยังเสี่ยงทำให้แขนขาดเลือดจนต้องตัดอวัยวะ พร้อมแนะนำให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด รีบนำส่งโรงพยาบาล ห้ามกรีดแผลหรือดูดพิษ รวมถึงให้จดจำลักษณะงูเพื่อช่วยในการรักษา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 หมอสุขสันต์ ได้ออกมาอัปเดตอาการผู้ป่วยเคสงูกัดรายดังกล่าว หลังเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นวันที่ 5 โดยระบุว่า งูที่กัดคือ “งูเขียวหางไหม้” ซึ่งเป็นงูพิษที่ส่งผลต่อระบบเลือด
หมอเผยว่า ผู้ป่วยรายนี้มีผลตรวจ Whole Blood Clotting Test หรือ WBCT พบว่า “เลือดไม่แข็งตัว” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้สำคัญที่ต้องได้รับเซรุ่มต้านพิษงู โดยผู้ป่วยได้รับเซรุ่มชนิดเฉพาะ หรือ Monovalent ชนิด Green pit viper antivenom ซึ่งใช้รักษาพิษงูเขียวหางไหม้โดยตรง
นอกจากนี้ แพทย์ยังระบุว่า ถือเป็นความโชคดีที่ผู้ป่วยสามารถถ่ายรูปงูเอาไว้ได้อย่างชัดเจน ทำให้แพทย์ระบุชนิดงูได้อย่างรวดเร็ว และเลือกใช้เซรุ่มได้ตรงชนิด ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
ช่วงแรกผู้ป่วยมีอาการแขนบวมหนักมาก บวมลามขึ้นไปถึงหัวไหล่ จนทีมแพทย์กังวลเรื่องภาวะ Compartment Syndrome แต่สุดท้ายไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แขนยังสามารถรักษาไว้ได้ โดยให้ยาปฏิชีวนะ Augmentin ทางหลอดเลือด พร้อมยกแขนสูงกว่าระดับหัวใจ กระทั่งอาการดีขึ้นตามลำดับ และล่าสุดสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยแล้ว
ทั้งนี้ หมอสุขสันต์ยังเผยอีกว่า หลังจากโพสต์เรื่องดังกล่าวออกไป พบว่ายังมีคนจำนวนมากไม่ทราบวิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง และยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการรักษางูกัดอยู่มาก โดยผู้ป่วยเองก็ดีใจที่ประสบการณ์ครั้งนี้ได้กลายเป็นประโยชน์ต่อสังคม
สำหรับวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ควรจำเมื่อถูกงูกัด ได้แก่ ล้างแผลบริเวณที่ถูกกัด งดการเคลื่อนไหว ห้ามกรีดแผล ดูดพิษ หรือทายา ห้ามขันชะเนาะหรือรัดแน่น และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที รวมถึงพยายามจำลักษณะงูหรือถ่ายรูปไว้ เพื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาได้ถูกต้องมากขึ้น
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก สุขสันต์ ปิ่นสุวรรณ
