ส้ม VS น้ำเงิน ปม TH-AI Passport งบ 1.6 พันล้าน ถามเดือดความโปร่งใส?

สภาฯ ลุกเป็นไฟ! ส้ม VS น้ำเงิน ปมโครงการ Thailand AI Passport งบ 1.6 พันล้าน ถามเดือดความโปร่งใส ในการดำเนินโครงการ 

KEY

POINTS

ไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจง : 

1. เหตุผลความจำเป็นของโครงการ
สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยเป็น “สังคมผู้สูงวัย” 
อนาคตข้างหน้าจะมีเวิร์คฟอร์ซ หรือ “กำลังแรงงาน” ที่เล็กลง ส่งผลให้การผลิตน้อยลง 
เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในยุคปัจจุบัน คือ AI 
จึงต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาทักษะ AI อย่างเร่งด่วน


2. สาเหตุที่ต้องใช้เงินจาก กองทุน DE 
รัฐบาลอนุทิน 1 เข้าปฏิบัติหน้าที่ 1 ต.ค.68 ไม่ทันงบประมาณประจำ จึงต้องหาแนวทาง
หากต้องการตามเทรนด์โลกให้ทัน ไทยไม่ตกกลุ่มของการที่มีเวิร์คฟอรซ์ลดลง 
การใช้เงินกองทุน DE เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามมาตรา 23 ของ พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ.2560 (พ.ร.บ.ดีอี) 


3. ไม่ใช่โครงการที่แจก AI โปร ในรูปแบบฟรีอย่างเดียว 
นโยบายคือการพัฒนา AI ของประเทศ และ eco system ของ AI 
TH-AI passport ไม่ได้มีแค่โมเดลระดับโปรหลากหลายโมเดล เพื่อให้ประชาชน 5 ล้านคนใช้ฟรี แต่ต้องเรียนรู้ที่จะหารายได้ 
ในโครงการมีทั้งคอร์สเรียนให้คนที่ใช้สิทธิ์เข้าไปศึกษาหลักสูตร
กลุ่มบริษัทชั้นนำของโลกร่วมกับประเทศไทยจัดหลักสูตรขึ้นมา โดยมีประกาศนียบัตรให้อย่างเป็นทางการ


4. ตัวเลข 5 ล้านคน ตามความเข้าใจคือ ศึกษาจาก Global AI Adoption 2025 (ดัชนีการนำ AI มาปรับใช้ในภาคธุรกิจ องค์กร และชีวิตประจำวัน) 
อ้างอิงกับตัวเลขของแรงงานแต่ละประเทศ
ปัจจุบันไทยอยู่ที่ 10.7% เวียดนาม 23.5% สิงคโปร์ 60.9% 
หากไทยเราสามารถขับเคลื่อนผลักดันให้ AI Adoption Rate เป็น 22-23% ได้ ก็จะเท่ากับเวียดนาม 
**แต่การดันตัวเลขถึง 5 ล้านคน คงได้ไม่เต็มอัตรา เพราะอาจมีตัวเลขทับซ้อนกับกลุ่ม 10.7% ที่มีอยู่เดิม 

5. เรื่อง TOR พิจารณาเพียง 34 วัน “ไม่จริง”  
กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเริ่มตั้งแต่การประกาศ จัดทำประชาพิจารณ์ การประชาสัมพันธ์ การยื่นข้อเสนอโครงการ 
**ใช้เวลาเกือบ 5 เดือน 

6. ไม่ได้เร่งจัดทำโครงการ เพราะส่วนตัวมองว่ายังช้าไป ย้ำว่าทุกกระบวนการถูกต้องโปร่งใส  
กระบวนการจัดทำ TOR หากยังไม่พอใจในคำชี้แจง ทางหน่วยงานพร้อมที่จะให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงทุกอย่าง
มุมมองของฝ่ายบริหาร เป้าหมายคือการยกระดับศักยภาพของประเทศ 
เป็นที่มาของรัฐบาลพยายามที่จะให้ประชาชนใช้ AI รูปแบบโปร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เร่งพัฒนาศักยภาพและเพิ่มการเรียนรู้


กลายเป็นอีกหนึ่งเวทีปะทะทางนโยบายด้านเทคโนโลยีที่เข้มข้นที่สุดเมื่อ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

 

เกี่ยวกับโครงการ "TH-AI Passport" มูลค่า 1,621 ล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI ระดับโปรฟรีเป็นเวลา 1 ปี
โดยโครงการนี้ใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE) ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุนฯ จึงไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เหมือนงบประมาณแผ่นดินทั่วไป ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ (28 พ.ค.69) 


เปิด 12 ประเด็นข้อกังขาและจุดชวนสงสัยในร่างทีโออาร์ (TOR) โครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1.6 พันล้านบาท ที่อาจส่งผลให้เกิดการกีดกันทางการค้าและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเฉพาะกลุ่ม
จุดที่ 1 เงื่อนไข "Gen AI Distributor" ไม่มีนิยาม?
 - TOR บังคับให้ผู้ยื่นเป็น Distributor Gen AI Pro/Premium ≥ 1 ยี่ห้อ 
 - แต่ไม่นิยามคำว่า "Distributor" ว่าหมายถึงอะไร 
ความหมายคือ ไม่มีนิยามว่า สัญญาประเภทใด ออกโดยใคร มีอายุเท่าไร ตรวจสอบได้อย่างไร

ในทางปฏิบัติ OpenAI ไม่มี Distributor ในไทย มีแต่ขายตรงผ่านออนไลน์ทั้งหมด หมายความว่าคุณสมบัตินี้กรองออกโดยอัตโนมัติ ยกเว้นบริษัทที่มีสัญญา Enterprise กับ Google Cloud / Microsoft Azure ซึ่งในไทยมีไม่ถึง 5 ราย

 

จุดที่ 2 ผลงาน IT ≥ 400 ล้านบาท ใน 8 ปี สูงผิดปกติหรือไม่?
- โครงการที่มีวงเงิน 1.6 พันล้านบาท การกำหนด Track Record หรือ “ประวัติผลงาน” ที่ 400 ล้านบาทดูสมเหตุสมผล 
- แต่เมื่อดูรายละเอียดงาน core จริงๆ คือ Platform + Licensing ไม่ใช่งาน IT Development 
ผลก็คือ บริษัท IT ของไทยขนาดกลางที่มีความสามารถจริง แต่ไม่เคยรับงานรัฐขนาดใหญ่ จะถูกตัดออกทันที


จุดที่ 3 กำหนด POC หรือ ความเป็นไปได้ของระบบ ที่ 52% ของคะแนนเทคนิค ส่งผลให้บริษัทที่มีระบบอยู่แล้ว มีความได้เปรียบทันที
 - ต้องสาธิตระบบจริงก่อนรู้ผลประมูล น้ำหนักสูงถึง 52% ของคะแนนเทคนิค
ผล คือ บริษัทที่มี Platform อยู่แล้ว จะลงทุนเพิ่มน้อยมากในการทำ POC ส่วนบริษัทที่ต้องสร้างใหม่ ต้องลงทุนหลักสิบล้านบาทก่อนรู้ว่าจะชนะประกวดราคาหรือไม่ ทำให้มีผู้ท้าชิงน้อยรายกล้าเข้าร่วม


 

จุดที่ 4 หลักประกันยื่นเสนอราคา 82.5 ล้านบาท เป็นการกรองผู้เล่นรายกลางออกหรือไม่? 
- 5% ของงบประมาณ ซึ่งเป็นอัตราปกติตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 
- แต่เมื่อรวมกับเงื่อนไขอื่น กลายเป็นการกรองบริษัทไทยขนาดกลาง ไม่สามารถผ่านเกณฑ์ได้ 
ผล คือ บังคับให้ต้องเป็นบริษัทใหญ่ระดับข้ามชาติ หรือบริษัทที่มี Credit Line สูงมากเท่านั้น 
 

 

จุดที่ 5  ทีโออาร์บังคับให้แพลตฟอร์มต้องมี Gen AI ไม่น้อยกว่า 8 ยี่ห้อ ในระดับ Pro/Premium พร้อมกัน 
 - บริษัทส่วนใหญ่มีสัญญากับ 1–2 ยี่ห้อเท่านั้น 
 - บริษัทที่มี Partnership ครบ 8 ยี่ห้อในไทยน่าจะมีไม่เกิน 1–2 ราย
ผล คือ ส่งผลเสมือนเป็นการล็อกสเปคกลายๆ หรือไม่ เพราะเหลือผู้เล่นที่เข้าเกณฑ์น้อยมาก 


 

จุดที่ 6 ทีโออาร์กำหนดให้ข้อมูลต้องเก็บในประเทศไทย (Data Localization) และได้รับ ISO/IEC 27001 รวมถึงรองรับระบบ ThaiD ของกรมการปกครอง 
 - กำหนด 3 เงื่อนไขพร้อมกัน ทำให้บริษัทที่ไม่มี Data Center ในไทยโดยตรงตกรอบ 
 - กรองเหลือเฉพาะ Cloud ที่มี Local Region ในไทย 
ผล คือ น่าจะมี 3 บริษัทเท่านั้นที่เข้าเกณฑ์ 


 

จุดที่ 7 ไม่มีการจัดประชุมชี้แจงทีโออาร์อย่างเปิดเผย
 - โครงการมูลค่า 1.6 พันล้านบาท  ควรมีการจัดประชุมชี้แจงทีโออาร์ หรือ Pre-bid Meeting ให้ผู้สนใจซักถามหรือไม่ 
 - ต้องตรวจสอบย้อนหลังว่ามีการจัดหรือไม่ ถ้ามีการจัด มีใครเข้าร่วมบ้าง และข้อซักถาม มีการบันทึกและเผยแพร่หรือไม่

 
จุดที่ 8 กำหนดคะแนน PR หรืองานประชาสัมพันธ์ของโครงการ เพียง 4% ของคะแนนเทคนิค 
 - น้อยมากเมื่อเทียบกับ POC ที่กำหนดน้ำหนักถึง 52% 
 - แต่เมื่อดู Deliverable หรือ “ผลงานที่ต้องส่งมอบจริง” งาน PR กลับหนักมาก เพื่อให้คนเข้าถึงมากที่สุด เช่น 
Bootcamp 4 ครั้ง 4,000 คน (โปรแกรมการฝึกอบรมเพื่อเรียนรู้และเสริมทักษะแบบเร่งรัด)
การแข่งขัน 4 ครั้ง 400 คน
จอดิจิทัลมากกว่า 6,600 จุด
ออกทีวี 5 ครั้ง

ปริมาณงานในโครงการ PR มีมูลค่า 50–80 ล้านบาท แต่ถูกชั่งน้ำหนักเพียง 4% เหมือนเป็นงานเสริมเล็กๆ 


 

จุดที่ 9 คะแนน PR ที่กำหนดน้ำหนัก 4% ไม่จำเป็นต้องแข่ง 
 - การประมูลที่คะแนน PR มีน้ำหนักต่ำขนาดนี้ บริษัท IT ข้ามชาติที่ไม่มีทีม PR ในไทยเลย ก็สามารถ Outsource งานทั้งหมดให้บริษัทสื่อไทย แล้วใส่ในแผนเพื่อเอาคะแนน 4% ได้ทันที โดยไม่ต้องมีขีดความสามารถในการทำได้จริง

ผล คือ คะแนน PR ถูกออกแบบให้ไม่เป็นตัวแปรตัดสิน ผู้ชนะการประกวดราคาจะถูกตัดสินที่ POC 52% และ Gen AI Distributor status แทน ซึ่งล้วนเอื้อต่อบริษัท Cloud ข้ามชาติหรือไม่?
 

จุดที่ 10 การส่งมอบงานจอดิจิทัล 6,000 จุดในชุมชน ตรวจสอบได้จริงหรือ?  
 - การกำหนดให้ติดตั้งหรือใช้จอดิจิทัลมากกว่า 6,000 จุดในชุมชนทั่วประเทศภายใน 540 วัน ถูกตั้งคำถามว่า... 
 - ไม่มีนิยามชัดว่า "จอในชุมชน" คืออะไร หมายถึงร้านสะดวกซื้อ? ตลาด? วัด?
 - ไม่มีเกณฑ์ว่าต้องออกอากาศกี่ชั่วโมงต่อวัน
 - ไม่มีระบบยืนยันว่าจอทำงานจริง
ผลก็คือ เมื่อ 6,000 จุดทั่วประเทศ ตรวจนับจริงไม่ได้ จึงเป็นช่องว่างที่ผู้รับจ้างอาจแสดงหลักฐานเอกสารโดยไม่ต้องดำเนินการจริงครบถ้วน


 

จุดที่ 11 ทีโออาร์กำหนดให้มีการออกทีวี 5 ครั้ง 
 - แต่ไม่ระบุความยาว ช่วงเวลา หรือเรตติ้ง ขั้นต่ำ
 - แปลว่าความยาวต่อครั้ง 30 วินาที หรือ 30 นาที มีผลเท่ากันหรือ
 - ช่วงเวลาออกอากาศ ไพรม์ไทม์ กับตี 3 ถือว่าผ่านเงื่อนไขเหมือนกันหรือ
 - ช่องทีวี เป็นช่องท้องถิ่น ดาวเทียม ไม่ใช่ทีวีดิจิทัล ก็ได้หรือ 
 - เรตติ้ง หรือ Reach ขั้นต่ำไม่มีกำหนดก็ได้หรือ? 

ผล ก็คือ เงื่อนไขแบบนี้จะทำให้เกิดการตรวจรับงานได้ตามดุลพินิจของคณะกรรมการ อาจเปิดช่องให้ผู้รับจ้างส่งมอบงานตามเงื่อนไขที่ต้องออกโทรทัศน์ในคุณภาพต่ำ แล้วอ้างว่าทมำครบแล้ว

 

 

 

จุดที่ 12 Bootcamp (โปรแกรมการฝึกอบรมแบบเร่งรัด) 4,000 คน ใครนับ ใครยืนยัน?
 - ทีโออาร์ไม่ได้กำหนดระบบยืนยันตัวตนผู้เข้าร่วม Bootcamp ที่เป็นอิสระ 
 - ในโครงการประเภทนี้ ที่ผ่านมา สตง. เคยพบว่า ยอดผู้เข้าร่วมถูกนับซ้ำ หรือใช้รายชื่อพนักงานของผู้รับจ้างเองเพื่อเพิ่มตัวเลข


ผลก็คือ ใครเป็นผู้ตรวจรับ Bootcamp มีการใช้ระบบ ThaiD ยืนยันตัวตนผู้เข้าร่วมหรือไม่ ถ้าไม่มี แล้วตัวเลข 4,000 คนพิสูจน์ได้อย่างไร?

นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร แถลงการณ์ตรวจสอบของคณะกรรมาธิการฯ ต่อโครงการ Thailand AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท หลังปรากฏข้อกังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ 

 

ส้ม VS น้ำเงิน ปม TH-AI Passport งบ 1.6 พันล้าน ถามเดือดความโปร่งใส?


หลังปรากฏข้อกังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสในการดำเนินโครงการว่า จากกรณีที่มีการอภิปรายและตั้งกระทู้ถามสดในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับโครงการ Thailand AI Passport วงเงินงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประชาชน โดยปรากฏข้อสังเกตจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและภาคส่วนต่าง ๆ 


เกี่ยวกับกระบวนการอนุมัติโครงการ การกำหนดราคากลาง การจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ และอาจเกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเตรียมบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ

ส้ม VS น้ำเงิน ปม TH-AI Passport งบ 1.6 พันล้าน ถามเดือดความโปร่งใส?
นายพิทักษ์เดช เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมบัญชีกลาง และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน


นายพิทักษ์เดช ยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาก้าวล่วงอำนาจของหน่วยงานใด แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการติดตาม ตรวจสอบ และเสนอแนะแนวทางป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อรัฐและประชาชน พร้อมจะดำเนินการตรวจสอบด้วยความเป็นกลาง โปร่งใส และยึดถือข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้

 

ส้ม VS น้ำเงิน ปม TH-AI Passport งบ 1.6 พันล้าน ถามเดือดความโปร่งใส?

สถานการณ์ดังนี้ ทำให้สภาฯ ถึงกับลุกเป็นไฟ หลังการเผชิญหน้าระหว่าง สส.พรรคส้ม กับ สส.พรรคน้ำเงิน เมื่อ "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดฉากถล่มบิ๊กโปรเจกต์กระทรวงดีอี โครงการ "TH-AI Passport" มูลค่าสูงถึง 1,600 ล้านบาท ตั้งข้อสังเกตโครงการฯ ส่อไม่โปร่งใส ล็อกสเปค TOR โฆษณาเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ร้านสะดวกซื้อหรือไม่?  ด้าน "ไชยชนก ชิดชอบ" สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลุกขึ้นโต้ทันควัน พร้อมให้ตรวจสอบ ย้ำชัดกระบวนการโปร่งใสและใช้เวลาทำนานกว่า 5 เดือน ไม่ใช่ 34 วันตามที่ถูกกล่าวหา


สำหรับที่มาโครงการ

  • อยู่ภายใต้ “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม” (กองทุน DE) 
  • กองทุนนี้ได้รับเงินอุดหนุนจาก กสทช. 2 พันล้านต่อปี 
  • เฉพาะโครงการนี้ 1,600 ล้านบาท 
  • เป้าหมายแจก AI ให้คนไทยใช้ฟรี 5 ล้านคน
  •  

 

"ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถาม : 

1. เจ้าหน้าที่ BDE แจงตัวเลขผู้ใช้และมูลค่าของโครงการ 

คิดราคาเฉลี่ยต่อคนที่ 300 บาท หาร 1,500 ล้าน ก็จะได้ตัวเลขที่ 5 ล้านคน 
2. แปลว่าตัวเลข 5 ล้านคน ที่แปรเป็นงบประมาณรวม 1,600 ล้านบาท ไม่ได้มาจากความต้องการจริงของประเทศและคนไทย? 
3. สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นเลขาธิการกองทุน DE ตั้งเอง ชงเอง และตบเอง หรือไม่? 
4. ใช้เวลาในการประกวดราคาจนถึงวันยื่นเสนอโครงการเพียง 34 วัน 
บริษัทที่ส่งข้อมูลและยื่นเสนอราคามีส่วนรู้เห็นและวางแผนไว้ก่อนหรือไม่ 
อาจมีการเสนอกันเองและล็อกสเปคในตัว TOR หรือไม่ 
ราคาของบริษัทที่ชนะ ต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ 1.5% 


5. TOR ล็อกสเปคให้ลงโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่มีช่องทางอื่นมากมาย 
มีกลุ่มทุนสื่อเพียงรายเดียวที่ครอบครองจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 
ผู้ที่ประมูลโครงการนี้ได้ คือ กลุ่มทุนของเจ้าของร้านสะดวกซื้อ 

6. รัฐมนตรีเข้ามารับตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือน สามารถอนุมัติโครงการระดับพันล้านได้รวดเร็ว 

ส้ม VS น้ำเงิน ปม TH-AI Passport งบ 1.6 พันล้าน ถามเดือดความโปร่งใส?