- 01 มิ.ย. 2569
สาวแฉถูกหลานนักการเมืองนามสกุลดังหลอกคบ ก่อนชวนลงทุนธุรกิจ สูญเงินกว่า 2 ล้านบาท แถมรถสปอร์ตหรูยังไม่ได้คืน วอนเร่งดำเนินคดี
เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ สำนักงานเพจสายไหมต้องรอด ตลาดจิงเกิลเบลส์ ถ.วัดเกาะ แขวงคลองถนน เขตสายไหม กรุงเทพฯ น.ส.พิม (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี เดินทางเข้าร้องทุกข์กับนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เพื่อขอรับความช่วยเหลือทางด้านคดีความ โดย น.ส.พิม กล่าวว่า ในอดีตตนเป็นคนที่ชอบเล่นเกมออนไลน์ตั้งแต่เด็ก ๆ และเห็นคู่กรณี (แฟนหนุ่ม) ในเฟสบุ๊คนาน ๆ ที ได้เจอกันบ้างแบบเพื่อน กระทั่งช่วงปี 2568 ตนได้เดินทางมากรุงเทพฯ และนัดเจอกลุ่มเพื่อน
จึงถูกใจตกลงปลงใจคบกันเป็นแฟนกับคู่กรณี (ซึ่งเป็นหลานนักการเมือง นามสกุลดัง) และเพราะเป็นเพื่อนกันมาหลายปี จึงตกลงคบกันได้เร็ว เเละตนก็รู้สึกแค่ว่าการคบกันเป็นแฟน ถ้าไม่ใช่เมื่อใดก็แค่เลิกรากันไป และเขาก็ยืนยันมาตลอดว่าเขาโสด และตนก็ไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องมือที่สาม แม้ตนทำอาชีพพิธีกร พริตตี้ก็ตาม แต่ไม่เคยไปแย่งแฟนใคร จนมีครั้งหนึ่ง ตนไปเดินเล่น แล้วมีคนมาทักว่า “อันนี้แฟนคนนี้หรือ” แต่ตนฟังไม่ถนัด แต่เท่าที่เห็นเหตุการณ์ คือ เขาทำหน้าเหลอหลา แต่เขาก็เล่าว่าเขาเคยมีแฟนเก่าที่เคยซื้อบ้านด้วยกันหลังใหญ่ ตอนผ่อนบ้านออกคนละครึ่ง แต่พอเลิกกันแล้ว ก็ไม่อยากออกสื่อ
เพราะเดี๋ยวถ้าจะขายบ้านหลังนี้อาจมีปัญหาในเรื่องของการแบ่งทรัพย์สิน ส่วนสาเหตุที่ตนเชื่อเขา ก็เพราะว่าในตอนที่คบกัน ตนเคยไปบ้านฝ่ายชายจริง เจอเพื่อน ๆ เขาจึงมั่นใจว่าเขาไม่มีแฟนจริง ๆ จากนั้นเขาก็แนะนำให้ตนมาทำงานในกรุงเทพฯ จะได้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน และเนื่องด้วยตนทำธุรกิจออนไลน์ ก็เห็นช่องทาง และเขาก็บอกตนว่าเขาทำหลายร้านประสบความสำเร็จ มีเส้นสายสามารถทำธุรกิจร้านอาหารกึ่งผับบาร์ได้ เขาจึงหาร้านที่ปล่อยเซ้งให้เรา และขอให้เราลงทุน แล้วเดี๋ยวเขาจะบริหารเเทนให้เพราะเขามีประสบการณ์ และอ้างว่าใช้เงินไม่เกิน 1 ล้านบาท
ซึ่งตอนนั้นตนมีเงินเก็บอยู่ จึงย้ำว่าไม่เกิน 1.5 ล้านบาทใช่หรือไม่ เพราะถ้ามากกว่านั้นก็คงไม่ไหว เขาก็ยืนยันว่าไม่เกิน จึงได้ไปดูสถานที่ และได้คุยกับเจ้าของเก่า ตกลงเซ้งมา 7.5 แสนบาท ตนมีสลีปโอนเงินเรียบร้อย และเขาก็จัดแจงทุกอย่างให้
อย่างไรก็ดี เขามักมีคำพูดเรื่อย ๆ ว่ามีคนอยากลงทุน แต่ด้วยชื่อของตนมันโนเนม ไม่เหมือนชื่อสกุลเขา จึงจะบริหารร้านได้ดี และจะได้มีคนมาลงทุนด้วย ตนไว้ใจเขามาก เพราะก็ลงทุนเองไปแล้ว 7.5 แสนบาท เหลืออีก 7 แสนก็โอนเงินเข้าบัญชีเขาหมดเลย ยังไม่มีบัญชีบริษัททั้งสิ้น และเขายังบอกด้วยว่าเขาไม่มีรถใช้ หมดเงินค่าแกร๊บ (Grab) 1 แสนกว่าบาทต่อเดือน จึงบอกให้ออกรถ ตนจึงเสนอว่ารถยี่ห้อโตโยต้าได้ไหม รถญี่ปุ่นได้ไหม เขาก็บอกว่า “เขาไม่ขับ” ถ้าอยากให้เขาทำ มันต้องเป็นรถสปอร์ต เราเลยไปติดต่อดูรถสปอร์ต เขาก็พาไปดูและได้เป็น MG Cyberster สีเหลือง เพราะมันเป็นรถไฟฟ้าด้วยก็เลยมองว่าน่าจะประหยัด และรถสปอร์ตตัวอื่นก็ดูเก่าอยู่ ตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงยอมง่าย ๆ เพราะมันเป็นรถสปอร์ต 2 ที่นั่ง ไม่เหมาะมาใช้วิ่งทำร้าน
แต่เราเชื่อใจ รัก และมันก็เป็นชื่อตน ถ้าไม่ได้ใช้รถ ก็คงขายได้ จึงออกรถคันนี้ให้ ซึ่งพอมีรถมีร้านแล้ว คราวนี้ข้อตกลง คือ เขาก็ต้องเอารถไปรับตนที่ขอนแก่นเวลาต้องมาร้านที่กรุงเทพฯ แต่ระหว่างนี้ก็ให้เขาใช้เวลาทำร้านต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ไปก่อนจนกว่าจะย้ายไปอยู่ด้วยกัน
น.ส.พิม เผยอีกว่า การทำร้านอาหารนี้มันไม่มีสัญญา เพราะเราไว้ใจเขา และเพราะมีสลีปการโอนเงินทุกอย่างจากเราไปถึงเขาอยู่แล้ว ปรากฏว่าเขาบอกว่าต้องหาหุ้นเพิ่ม และเขาบอกให้ตนขายหุ้นออก ตนจึงบอกว่าไม่อยากขายเพราะกลัวเสี่ยงเนื่องด้วยลงทุนไปเยอะ 1.5 ล้านบาท แต่รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นเพิ่มทุนในตัวสัญญาไปแล้ว ตนก็รู้สึกเเปลกใจ แต่เพราะเขาเป็นแฟนเราเลยคิดว่าเขาไม่น่าจะโกงเรา จึงทนตามใจเขา ทำให้หุ้นเป็นเพื่อนฝั่งเขา และมีหุ้นใหญ่สุดในนี้คือคุณมี่ (ผู้หญิงผมทองที่เดินทางมาร้องทุกข์ด้วย)
น.ส.มี่ (ขอสงวนชื่อและนามสกุลจริง) หนึ่งในผู้เสียหายที่ถูกหลอกลงทุนร้านอาหาร กล่าวว่า เรากับแฟนน้องพิมอยู่ตรงข้ามบ้านกัน และเขาก็มาชวนตนลงทุนร้านอาหารย่านเอกมัย และบอกตนว่าเขามีประสบการณ์ มีหุ้นส่วนหลักเป็นคนขอนแก่นที่รู้จักมานาน และรักกันเป็นเพื่อน (คู่กรณีหมายถึงน้องพิม) แต่ตอนนั้นตนก็เข้าใจว่าเพื่อนเป็นผู้ชาย เพราะเขาอ้างว่าเปิดร้านด้วยกันมาแต่เด็ก
ซึ่งตนก็รู้จักแฟนของเขา (แฟนเก่าของคู่กรณีที่ไม่ใช่น้องพิม) เพราะเป็นดาราศิลปิน หรือทำงานในวงการบันเทิง ทำให้เราก็คิดว่าแฟนเขาเป็นศิลปินคงทำให้ร้านที่เขามาชวนลงทุนมันน่าจะโตได้ จึงยอมลงทุนไป จากนั้นเราก็ไม่รู้อะไร เขาก็เอาสัญญาร่วมลงทุนมาให้ ซึ่งในสัญญาระบุว่าเขาถือหุ้น 60% และตัวเรา 15% แล้วก็มีอีก 2-3 ราย ซึ่งก้อนแรกเขาบอกว่าต้องลงทุน 8 ล้านบาท แต่ตนเสียจริง ๆ ก้อนแรก 300,000 บาท และก้อนที่สองเสียอีก 500,000 บาท โดยเขาอ้างว่าขอเพิ่มทุน และเขาก็นัดประชุม
โดยอ้างว่าร้านมีปัญหาขาดสภาพคล่องทั้ง ๆ ที่ร้านยังไม่ได้เปิด และบอกมีปัญหาระบบเสียง ถ้าไม่แก้ปัญหาก็จะจ้างนักดนตรีดี ๆ ไม่ได้ ทั้งยังขอให้ระดมทุนหุ้นส่วนทุกคนเติมให้ถึง 500,000 บาท โดยตกคนละราว ๆ 1.5 แสนบาท จะได้มีสภาพคล่อง ซึ่งเราทุกคนคุยกันก็เลยยอม ลงทุนตามสัดส่วนหุ้น ตนถือ 15% เลยเสีย 75,000 บาท แต่ตอนนั้นน้องพิม (แฟนใหม่ของคู่กรณี) ยังไม่ได้เข้ามาในวงจรนี้ ทำให้ตนสูญเสียเงินไปทั้งสิ้น 375,000 บาท
ด้าน นายเอ (ขอสงวนชื่อและนามสกุลจริง) หนึ่งในผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้ลงทุนร้านอาหารเช่นเดียวกัน กล่าวว่า ตนและพี่มี่และคู่กรณีอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ย่านกรุงเทพกรีฑา จึงมีความสนิทสนมกันแบบเพื่อนบ้านประมาณหนึ่ง เขาจึงมาชวนตนและพี่มี่ลงทุน โดยตนรู้สึกว่าไม่ได้ลงทุนสูงมาก และรู้สึกโอเคเชื่อใจจึงลงทุนไปตามที่เขากล่าวอ้างกับทุกคนว่าเขามีประสบการณ์ นามสกุลเขาจะเป็นไม้กันให้หลายอย่าง เราเลยหลงเชื่อลงทุน โดยที่ตนและพี่มี่จะไม่รู้มาก่อนว่าคู่กรณีอยู่ในนั้นด้วย เพราะเขาแจ้งเพียงว่าเขาเป็นหัวเรือหลักเท่านั้น จนวันหนึ่งที่เราเริ่มทำกิจการ มีการติดตามเรื่องรายรับ-รายจ่าย จนพบว่ารายจ่ายของร้านมันสูงกว่ารายรับจึงเริ่มทำบัญชีกัน และทำให้พบว่าเงินของเราจากการลงทุนทั้งหมด ต้องมีส่วนเหลืออยู่ประมาณหลายแสนบาท หรือราว ๆ 3-4 แสนบาทด้วยซ้ำ
แต่เขาเเจ้งกับหุ้นส่วนทุกคนว่าเงินหมดแล้ว ซึ่งเราทำด้วยความเชื่อใจ ดังนั้น บัญชีเป็นของเขาหมดเลย ยังไม่มีบัญชีนิติบุคคลบริษัท เพราะเขาแจ้งว่าถ้าใช้ชื่อเขารับโอน เวลาที่มีปัญหาเรื่องภาษี มันจะจัดการได้ จึงเจอว่าเงินหายไป หุ้นส่วนคนอื่นก็พยายามตามหา แต่เขาก็ไม่ตอบอะไรเราเลย และเขายังมาขู่น้องพิม (แฟนใหม่ของเขาเอง) ว่าต้องเติมเงินเข้าร้านอีก ถ้าไม่เติม ร้านจะมีปัญหาไปต่อไม่ได้ และหุ้นส่วนอื่นไม่พอใจ จะดำเนินคดีน้องพิม ทางน้องพิมเลยกลัว น้องเลยทักไปหาพี่มี่เพื่ออยากเปิดใจคุย ว่าถ้าน้องพิมหาเงินมาเติมได้ 300,000 บาท พี่มี่จะทำอย่างไรต่อหรือไม่ เพราะหุ้นส่วนอื่น ๆ ไม่พอใจน้องพิม
นายเอ กล่าวอีกว่า พวกเราได้คุยกับน้องพิม จึงได้รู้ว่าน้องมีส่วนอยู่ในร้าน แต่ทำไมน้องพิมโยนสลีปโอนเงินทั้งหมดลงมาว่าเงินทำร้านหลักหลายล้านบาทล้วนมาจากน้องพิมคนเดียว จึงได้คุยแยกกับผู้ชาย (คู่กรณี) เป็นการส่วนตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ว่าทำไมไม่เหมือนกับตอนที่เขามาชวนลงทุนเลย เขาก็อ้างว่าน้องพิมไปติดหนี้เขาประมาณหลายสิบล้านบาท และเงินลงทุนตรงนี้ก็คือการที่น้องพิมใช้หนี้ แต่พอเราคุยกับน้องพิมมา จึงได้ข้อสรุปว่าเขาไม่มีส่วนลงทุนในร้านนี้เลย แต่เป็นของพวกเราทั้งนั้น จึงคุยกันว่าเขาควรออกไป และให้เราดำเนินการต่อ เพราะเราไม่โอเคที่มาหลอกเราแต่แรก
น.ส.พิม กล่าวเสริมว่า เราก็พยายามหาเงิน 300,000 บาทมาเติมให้ร้านจริง ๆ และในช่วงแรก ๆ ที่มีการประชุม เขาก็ไม่ให้เราเข้าร่วม โดยเขาพยายามกันไม่ให้พี่มี่รู้ว่าเราเป็นแฟนกับเขา เพราะอ้างว่าพี่มี่ไม่อยากทำธุรกิจกับคนที่เป็นแฟนกัน และเราไว้ใจก็เลยตามใจเขา
นายเอ เสริมว่า จากนั้นมันก็มีปัญหาเรื่องการซื้อหุ้นคืนว่าเขาจะเอาอย่างไร เพราะทางน้องพิมยืนยันว่าจะทำธุรกิจเอง เพราะน้องพิมเข้าใจว่ามันคือร้านของน้องไม่ใช่ของคนอื่น แต่พอเขาไม่ซื้อหุ้นคืน เราก็เลยจะทำกันต่อโดยให้เขามูฟออกไป แต่กลายเป็นว่าเขาสร้างเรื่อง ล้อมรั้ว ไม่ให้เข้าไปดำเนินการกับร้านต่อ เขาถือว่าเขาเป็นคนทำสัญญากับผู้ให้เช่าเปิดร้าน เขาคือหุ้นใหญ่ จึงทำให้เราไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ ว่าตอนนี้เราโดนล็อกไม่ให้เข้าพื้นที่ร้านตัวเอง ระหว่างนั้นก็มีเรื่องรถที่น้องพิมรู้ความจริง ก็เลยจะเอารถ MG นั้นคืน แต่พอจะเอารถคืนกลายเป็นเขาไม่คืน เอารถหนี ไปซ่อน บอกว่าทำลายรถขายซากไปแล้วและยังข่มขู่น้องพิมว่าเขาทำอะไรได้บ้างอีกด้วย เขาอ้างว่ากฎหมายทำอะไรเขาไม่ได้
น.ส.พิม เล่าว่า เราพยายามทวงรถแล้ว เราพยายามอะลุ่มอะล่วย เพิ่งเลิกก็เสียใจ และยิ่งรู้ว่าเขาไม่เคยเลิกกับแฟนเลยเราก็ยิ่งเสียความรู้สึก อีกทั้งตนยังโดนขู่เวลาพยายามทวงรถจากเขา เขาขู่ว่า ลงบันทึกประจำวันทำไม แจ้งความไปเลย และยังบอกด้วยว่า หมายเรียกมีหมายเรียกที่ 1 หมายเรียกที่ 2 และถ้าครั้ง 3 ก็หมายจับ คิดว่านามสกุลเขาจะได้เข้าคุกหรือ หาว่าเราคิดแบบเด็กน้อย และเขาก็อ้างว่าเอารถไปยังแก๊งเงินเถื่อน ถ้ายิ่งออกสื่อ เขาจะทำลายหลักฐาน
น.ส.พิม แจงว่า สถานะรถ MG ตอนนี้ทราบว่ารถถูกถอดแบตเตอรี่ออกจะได้ตามสัญญาณไม่ได้ และยังถอดล้อออกด้วย พร้อมท้าบอกให้ตนจ่ายอีก 25,000 บาทถึงจะเอารถมาคืนให้ (น้ำตาคลอเสียงสั่นเครือ) และตนพูดจริง ๆ ว่าถ้าจ่ายจะได้รถคืนไหม เพราะร้านที่ลงทุนก็ 2 ล้านบาทแล้ว ตอนนี้ตนมีรายจ่ายสูงมากทุกอย่าง เขาอยากได้ทุนเพิ่มจากเราตลอด อ้างเรื่องอำนาจบริหารของตัวเอง พยายามทำให้เราเชื่อใจ ทั้งนี้ เรื่องรถ MG ตนได้แจ้งความที่ สน.ลาดกระบัง แต่รถมันถูกใช้ที่พื้นที่คลองตันด้วย จึงแจ้งความไว้ที่ สน.คลองตัน แต่ทางตำรวจ สน.ลาดกระบัง เขาไปราชการ จึงทำให้คดีล่าช้า และคู่กรณีก็เคยอ้างกับตนด้วยว่ารู้จักตำรวจเยอะ รู้จัก ผกก.สน.ลาดกระบัง ด้วย เราเลยไม่รู้ว่าเรื่องมันเงียบไปเพราะอะไร นอกจากนี้ รถมันถูกใช้ในพื้นที่ สน.คลองตัน ทาง สน.คลองตันก็ได้ออกหมายเรียกไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า อนึ่ง หากใครซื้อล้อไป ระวังโดนรับของโจร เพราะตอนนี้รถกำลังถูกแยกชิ้นส่วน
น.ส.มี่ เสริมว่า แฟนคนก่อนหน้านี้ที่เคยถูกเขาทำร้ายร่างกาย เขาก็ขู่ว่าไม่มีใครทำอะไรเขาได้ เพราะเขาสั่งลบกล้องวงจรปิดได้หมด ซึ่งคดีไม่คืบหน้าจริง ๆ
