- 02 มิ.ย. 2569
ร้านค้าชายแดนสุรินทร์โอดโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" วันที่สองเงียบกริบ ไร้เงาชาวบ้านมาใช้สิทธิ์จนถึงสาย แฉเหตุผลคนพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มผู้สูงอายุตกขบวนพลาดสิทธิ์กันเพียบ
สุรินทร์ (2 มิถุนายน 2569) – ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดสุรินทร์ว่า บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาล ในพื้นที่ชายแดนยังคงเป็นไปอย่างเงียบเหงาและไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยจากการลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ พบว่าร้านค้าชุมชนในพื้นที่มียอดการเข้ามาใช้สิทธิ์ของประชาชนน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างเห็นได้ชัด
นางสุวารีย์ อายุ 44 ปี เจ้าของร้านค้าชุมชน ได้เปิดเผยข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ในวันแรกของการเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้สิทธิ์ในโครงการ มีชาวบ้านแวะเวียนเข้ามาใช้บริการจับจ่ายซื้อของเพียงประมาณ 10 กว่าคนเท่านั้น และที่น่าเป็นห่วงคือในวันที่ 2 มิถุนายน ตั้งแต่ช่วงเช้าเปิดร้านจนถึงเวลา 09.00 น. ยังไม่มีประชาชนเดินทางมาเข้าใช้สิทธิ์แม้แต่รายเดียว ส่งผลให้บรรยากาศการค้าขายภายในชุมชนยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง
นางสุวารีย์ ระบุเพิ่มเติมถึงสาเหตุของความเงียบเหงาในครั้งนี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ชนบทและชายแดนเป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เป็นหลัก ขณะเดียวกันยังมีชาวบ้านอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์ของโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ เนื่องจากข้อจำกัดและข้อขัดข้องทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและประชาชนในพื้นที่ชนบทห่างไกลที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือระบบสมาร์ตโฟน ประกอบกับการไม่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) จึงทำให้เสียโอกาสและพลาดขั้นตอนการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์สนับสนุนจากภาครัฐไปอย่างน่าเสียดาย
“อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแลและกระจายสิทธิ์ให้เข้าถึงประชาชนในชนบทห่างไกลมากกว่าที่เป็นอยู่ หลายคนไม่มีโทรศัพท์สมาร์ตโฟน ไม่เล่นโซเชียล ทำให้พวกเขาไม่รู้ข้อมูลข่าวสารและพลาดสิทธิ์ไปจำนวนมาก ส่งผลให้ร้านค้าในพื้นที่ชายแดนอย่างเราพลอยเงียบเหงไปด้วย และไม่ได้รับอานิสงส์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการนี้เท่าที่ควร” เจ้าของร้านค้าชุมชนกล่าวสะท้อนปัญหา
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการและร้านค้ารายย่อยในพื้นที่ต่างคาดหวังว่า ภาครัฐจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยมีมาตรการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่โดยตรงเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุ ให้สามารถเข้าถึงสิทธิ์และนโยบายต่าง ๆ ของรัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้สู่ร้านค้าในถิ่นทุรกันดารตามวัตถุประสงค์หลักของโครงการอย่างแท้จริง
