- 04 มิ.ย. 2569
ทนายรณณรงค์ พาผู้เสียหายซึ่งเป็นภรรยาผู้ต้องหาคดียาเสพติด บุก สน.คลองตัน หลังรับทรัพย์สินของกลางคืนจาก ป.ป.ส. พบสร้อยข้อมือทองคำถูกสลับเป็นทองปลอม
4 มิ.ย.69 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา สาวผู้เสียหาย อายุ 27 ปี อาชีพแม่ค้าขายเสื้อผ้าออนไลน์ ภรรยาของบังอ้วน ผู้ต้องหาคดียาเสพติด พร้อม นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม และ ว่าที่ ร.ต. รภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิฯ เดินทางมาที่ สน. คลองตัน เพื่อไปติดตามกรณีที่ ชุดสืบสวนของ สน.คลองตันได้ไปตรวจค้น จับกุม บังอ้วน ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านพัฒนาการ 20 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา
โดยในครั้งนั้นมีการยึดของกลางเป็นทรัพย์สินหลายรายการไปด้วย ในจำนวนนั้นมี สร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 5 บาท สร้อยข้อมือ น้ำหนัก 3 บาท และเงินสด ซึ่งต่อมา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ภรรยาของบังอ้วนได้ไปรับของกลางคืน จาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เนื่องจากตรวจสอบแล้วไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด โดยในวันดังกล่าว ทาง ป.ป.ส. ส่งมอบ แท็บเล็ต และสร้อยข้อมือทองคำน้ำหนัก 3 บาท คืนมา
แต่ปรากฏว่า สร้อยข้อมือ ทองคำที่ได้รับคืนมานั้น เป็นทองปลอม นอกจากนี้ยังไปความคืบหน้าทางคดีด้วย โดยมี พลตำรวจโท สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พลตำรวจตรี วิทวัฒน์ ชินคำ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 และพันตำรวจเอก พิสิษฐ์ มีวิริยกุล ผู้กำกับการ สน.คลองตัน และส่วนที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงถึงกรณีที่เกิดขึ้น
โดยฝ่ายผู้ร้องเรียน ระบุว่า การตรวจยึดของกลางในคดีดังกล่าวนั้น พบความไม่ชอบมาพากลในหลายกรณี เช่น ก่อนหน้านี้เมื่อทราบว่าสร้อยข้อมือทองคำ หนัก 3 บาท ที่ได้รับคืนจาก ป.ป.ส. นั้น เป็นทองปลอม มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 55 กรัม ซึ่งเอกสารบันทึกตรวจยึดในตอนจับกุมของตำรวจนั้น ระบุว่าสร้อยข้อมือทองคำดังกล่าว มีน้ำหนัก 42.63 กรัม
เงินสดที่ลงบันทึกจับกุมนั้น มีเพียง 10,000 บาท ทั้งที่ในวันจับกุม มีการยึดไปทั้งหมด 60,000 บาท
อีกทั้ง ในวันจับกุมมีการยึดนาฬิกาไปหลายเรือน และได้มีการคืนนาฬิกาดังกล่าวในชั้นสอบสวน แต่มีอยู่ 1 เรือนที่ไม่ได้คืนเป็นนาฬิกาข้อมือยี่ห้อ Tag Heuer สีเงิน ซึ่งในบันทึกการยึดของกลางที่ส่งให้ ป.ป.ส. นั้น ก็ไม่มีนาฬิกาเรือนดังกล่าวระบุอยู่ด้วย
เมื่อตนเองเห็นว่าไม่มีความชอบมาพากล จึงเดินทางมาที่ สน. คลองตัน ในวันที่ 04 มีนาคม 2569 เพื่อจะเข้าแจ้งความ และขอดูบันทึกการยึดของกลางจากทางตำรวจ แต่ในวันดังกล่าว ตำรวจไม่ได้รับแจ้งความ บอกเพียงว่า ให้ตนไปติดต่อสอบถามกับทาง ป.ป.ส. เอง และไม่ให้บันทึกการยึดของกลางมาด้วย
ในวันนี้จึงมาทวงถามความคืบหน้า ที่ตนเองควรได้รับความเป็นธรรม / พร้อมยืนยันว่า ตนมีหลักฐาน เป็นใบไถ่ถอนจากโรงรับจำนำ เพราะเคยนำ สร้อยข้อมือทองคำ ไปจำนำไว้ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาตรวจยึด อีกทั้ง ตนได้เดินทางไปติดต่อร้านทองที่ซื้อสร้อยข้อมือทองคำเส้นดังกล่าวเพื่อขอหลักฐานการซื้อขาย ซึ่งทางร้านไม่ได้ให้กับตนเองมา แต่ร้านยินดีให้ข้อมูลหากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปขอ
ในส่วนการดำเนินคดีกับบังอ้วน สามีของตนนั้น ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งตนเองไม่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นทรัพย์สินของตนเองก็ไม่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ซึ่งล่าสุดศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์
ขณะที่ พลตำรวจตรี วิทวัฒน์ ชินคำ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้นยังมีความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น ซึ่งต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม เบื้องต้นได้สั่งให้ตั้งให้พันตำรวจเอก ภูมิยศ เหล็กกล้า รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 เป็นหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น. ได้เชิญให้ผู้เสียหายไปให้ปากคำที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5
หลังจากที่ผู้เสียหายเข้าพบกับตำรวจที่เกี่ยวข้อง ยังได้เปิดเผยข้อมูลอีกด้านกับสื่อมวลชนด้วย พร้อมนำคลิปเหตุการณ์ที่มี ตำรวจ สน.คลองตัน 7 - 8 นาย บุกไปข่มขู่ถึงหน้าห้องพัก ย่านคลองตัน ซึ่งเป็นห้องพักที่ย้ายหนีออกมาจากคอนโดมิเนียมที่บังอ้วนถูกจับกุม โดยถ่ายภาพคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย อีกทั้ง ยังถูกข่มขู่ว่าให้ยุตติการร้องเรียน ไม่เช่นนั้นออกมาเมื่อไหร่จะถูกจับกุมเมื่อนั้น
ผู้เสียหาย เล่าเพิ่มเติมว่า หลังจากมีประเด็นในเรื่องทรัพย์สินของกลางที่สูญหาย เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ตนเองได้ไปร้องเรียนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ จเรตำรวจ เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น
จากนั้น ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้รับการติดต่อจากญาติที่รู้จักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใน สน.คลองตัน โทรศัพท์มาแจ้งว่า ให้ตนหยุดร้องเรียน กระทั่ง ในวันที่ 01 ธันวาคม 2568 ก็มีตำรวจ สน.คลองตัน จำนวน 7 - 8 นาย บุกมาข่มขู่ตนถึงห้องพัก แต่ไม่ใช่ชุดเดียวกันกับที่จับกุมบังอ้วนในวันที่ 25 มิถุนายน 2569
ด้าน นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ เปิดเผยอีกว่า ตอนแรกนึกว่ามีตำรวจที่เกี่ยวข้องเฉพาะแค่ชุดที่จะคุมบังอ้วน แต่พอสอบถามข้อมูลกับทางผู้บังคับบัญชาตำรวจต้นสังกัด พบว่ามีทั้งตำรวจ และนิ้วตำรวจเกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก (เกือบ 20 คน) เหมือนเป็นขบวนการ ซึ่งจะต้องเดินหน้าตามคดีนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ความจริง
