- 05 มิ.ย. 2569
จัดหางานชลบุรีบุกรวบผัวเมียเขมรแย่งอาชีพกลางอ่างศิลา ผัวใหม่เมาซ่าท้าคุกแต่เจอข้อหาอยู่เกิน 311 วัน พีคสุดอดีตผัวไทยรับสารภาพ แอบเซ็นรับรองบุตรช่วยสวมสิทธิ์บัตรประชาชนไทยให้
ชลบุรี (5 มิถุนายน 2569) – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา นายภูวกร โตสิงห์ขร จัดหางานจังหวัดชลบุรี ได้มอบหมายให้ นายขจรศักดิ์ จันทร์ทอง นักวิชาการแรงงานปฏิบัติการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมการทำงานของคนต่างด้าวและคดี สนธิกำลังร่วมกับ สำนักงานแรงงานจังหวัดชลบุรี, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จังหวัดชลบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แสนสุข เข้าทำการตรวจสอบ “ร้านสามพี่น้อง” ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายของฝากและอาหารทะเลแห้ง ตั้งอยู่ภายในตลาดสะพานปลาอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี หลังได้รับการร้องเรียนอย่างหนักจากผู้ประกอบการท้องถิ่นว่า มีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาเปิดร้านแย่งอาชีพคนไทย และมักสร้างความเดือดร้อนรำคาญในพื้นที่
จากการนำกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณหน้าร้าน พบหญิงต่างด้าวทราบชื่อคือ นางโซคอน โฟอึง (Sokon Phoeung) อายุ 45 ปี สัญชาติกัมพูชา กำลังยืนจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้า เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและขอตรวจสอบเอกสารใบอนุญาตทำงาน พร้อมทั้งสั่งให้ติดต่อประสานงานเชิญนายจ้างคนไทยที่เป็นเจ้าของสิทธิ์มาแสดงตัว ต่อมาได้มีชายไทยรายหนึ่งเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ ก่อนจะให้การยอมรับสารภาพอย่างหมดเปลือกว่า ตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของร้านหรือนายจ้างที่แท้จริงของนางโซคอน แต่ในอดีตเคยเป็นสามีและเคยมีบุตรด้วยกันก่อนจะเลิกรากันไป และฝ่ายหญิงได้ไปแต่งงานมีสามีใหม่เป็นชาวกัมพูชาด้วยกัน แต่ด้วยความสงสารและเห็นใจอดีตคนรัก จึงยอมใช้ชื่อตนเองขึ้นทะเบียนเป็นนายจ้างบังหน้าให้ โดยยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุน หรือได้รับส่วนแบ่งผลกำไรจากร้านอาหารทะเลแห้งแห่งนี้เลยแม้แต่บาทเดียว
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมสถานการณ์และตรวจสอบเอกสารอยู่นั้น ได้มีชายต่างด้าวทราบชื่อคือ นายโบนา แลง (Bona Laeng) อายุ 50 ปี สัญชาติกัมพูชา ซึ่งเป็นสามีใหม่ของนางโซคอน เดินเข้ามาภายในร้านด้วยท่าทีฉุนเฉียวและมีอาการคล้ายคนเมาสุรา พร้อมทั้งตะโกนเอะอะโวยวายพูดลอย ๆ ใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ด้วยความมั่นใจว่า “แค่คุกผมไม่กลัว ผมไม่ได้ทำอะไรผิด และยืนยันว่าตนเองเป็นคนเขมร หรือกัมพูชา” เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเกลี้ยกล่อมให้สงบสติอารมณ์ก่อนขอตรวจค้นเอกสารประจำตัว ซึ่งจากการตรวจสอบระบบฐานข้อมูลพบว่า นายโบนา ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยชั่วคราวทว่าสิทธิ์ดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว หรืออยู่เกินกำหนด (Overstay) เป็นเวลานานถึง 311 วัน ประกอบกับเจ้าตัวมีท่าทีขัดขืน เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมตัวและทำการใส่กุญแจมือเพื่อความปลอดภัย ทำให้นายโบนาที่เคยซ่าก่อนหน้านี้ถึงกับคอตกก้มหน้าทันที
ทว่าคดีดังกล่าวกลับทวีความซับซ้อนและพลิกผันขั้นสุด เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนเชิงลึกและสอบปากคำอดีตสามีชาวไทยเพิ่มเติม จนพบข้อมูลสำคัญว่า บุตรชายของนางโซคอนกับนายโบนา (คู่สามีภรรยาชาวกัมพูชา) ปัจจุบันถือบัตรประจำตัวประชาชนไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยอดีตสามีคนไทยยอมรับว่า เป็นคนเดินทางไปแจ้งเกิดและลงนามเซ็นชื่อรับรองเป็นบิดาบังหน้าให้เองทั้งหมด ทั้งที่ตามข้อเท็จจริงทางสายเลือด เด็กคนดังกล่าวเป็นบุตรของคู่สมรสชาวกัมพูชาคู่นี้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสวมสิทธิ์สัญชาติไทยอย่างร้ายแรง โดยทางจัดหางานจังหวัดชลบุรีและหน่วยงานความมั่นคงจะเร่งประสานสำนักทะเบียนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการเพิกถอนสิทธิ์บัตรประชาชน และดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องทุกรายตามขั้นตอนกฎหมาย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยังได้ทำลายวงจรและขยายผลอย่างต่อเนื่อง บุกเข้าตรวจสอบร้านค้าเพิ่มเติมอีกจำนวน 5 แห่งในละแวกใกล้เคียงของพื้นที่อำเภอเมืองชลบุรี สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ลักลอบทำงานเป็นพนักงานร้านอาหารได้เพิ่มอีก 6 ราย แบ่งเป็นสัญชาติเมียนมา 4 ราย และสัญชาติลาว 2 ราย นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แสนสุข ดำเนินคดี พร้อมทั้งทำการร้องทุกข์กล่าวโทษนายจ้างคนไทยอีกจำนวน 2 ราย เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวต่อไป
